ส่องอุตสาหกรรมทีวีดิจิทัลไทย เมื่อใบอนุญาตฯ กำลังจะหมดอายุในปี 2572 ขณะที่บรรดาช่องยังต้องหารายได้ทางใหม่ เพื่อเลี่ยงวิกฤต "จอดำ"
หลายคนอาจเคยมีโมเมนต์ “เฝ้าหน้าจอทีวี” เพื่อรอดูดาราคนโปรด รายการประจำ หรือตอนจบของละครที่ติดตามมานาน แต่ปัจจุบันพฤติกรรมเหล่านี้ค่อย ๆ หายไปเมื่อสังคมเข้าสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ทุกอย่างย้ายไปอยู่บนสมาร์ทโฟนและแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง ทำให้เราสามารถย้อนดูเนื้อหาที่อยากดูได้ทุกที่ทุกเวลา ความเปลี่ยนแปลงนี้ส่งผลให้ความสำคัญของสถานีโทรทัศน์เริ่มถดถอยลง ขณะที่สมาร์ทโฟนและโซเชียลมีเดียมีบทบาทมากขึ้นเรื่อย ๆ
ทว่าสังคมไทยก็มีคนอีกจำนวนมากที่ยังพึ่งพาโทรทัศน์อยู่ สะท้อนผ่านผลสำรวจการเข้าถึงสื่อวิทยุและสื่อโทรทัศน์ปี 2568 จัดทำโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ พบว่าคนไทยเกือบ 70% ยังรับชมรายการผ่านโทรทัศน์ดิจิทัล โดยเฉพาะในกลุ่มผู้สูงอายุที่มีอัตราการดูทีวีดิจิทัลสูงทะลุ 90% “ฟรีทีวี” จึงเป็นอีกแหล่งความบันเทิงที่เข้าถึงได้โดยไม่เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมนอกจากค่าไฟ
“ฟรีทีวี” สิทธิขั้นพื้นฐานเพื่อความเสมอภาคทางข้อมูล
ฟรีทีวี (Free TV) หรือ ทีวีดิจิทัลภาคพื้นดิน คือบริการสาธารณะที่ประชาชนสามารถรับชมได้ “ฟรี” โดยไม่มีค่าใช้จ่ายรายเดือน เพียงแค่มีโทรทัศน์ที่รองรับระบบดิจิทัลและกล่องรับสัญญาณหรือเสาอากาศ ก็สามารถดูรายการต่าง ๆ ได้โดยไม่ต้องพึ่งอินเทอร์เน็ต
ฟรีทีวีจึงถือเป็น “สิทธิขั้นพื้นฐาน” ทางข้อมูลข่าวสารที่รัฐต้องจัดให้มี ซึ่งคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ก็ได้ออกกฎ “Must Carry” ที่กำหนดให้ทีวีดิจิทัลภาคพื้นดินทุกช่องเป็นช่องฟรีทีวี โดยต้องออกอากาศผ่านโครงข่ายโทรทัศน์ทุกประเภท ทำให้ปัจจุบันประเทศไทยมีฟรีทีวีทั้งหมด 19 ช่อง คอยทำหน้าที่ส่งสาระและความบันเทิง เพื่อให้ประชาชนทุกกลุ่มเข้าถึงข้อมูลข่าวสารที่มีคุณภาพได้อย่างเท่าเทียม
ทว่าอีกด้านของฟรีทีวี ยังมีผู้ประกอบการสถานีโทรทัศน์ที่ต้องแบกรับต้นทุนมหาศาลในแต่ละปี ทั้งค่าเช่าโครงข่ายส่งสัญญาณภาคพื้นดิน (MUX) ค่าเช่าสัญญาณดาวเทียม ไปจนถึงค่าใช้จ่ายในการผลิตคอนเทนต์ และค่าจ้างงานบุคลากรสื่อ ต้นทุนเหล่านี้จึงกลายเป็นความท้าทายใหญ่สำหรับสถานีโทรทัศน์
สมรภูมิความอยู่รอดของทีวีดิจิทัล
วันนี้อุตสาหกรรมทีวีมีคู่แข่งมากขึ้นจากสื่อออนไลน์หลายรูปแบบที่ผุดขึ้นมา เม็ดเงินโฆษณาที่เคยเป็นแหล่งรายได้หลักของทีวีค่อย ๆ ไหลออกจากจอแก้วไปสู่สมาร์ทโฟน จนมีการคาดการณ์ว่าส่วนแบ่งทางการตลาดของทีวีในปี 2569 จะหดตัวเหลือเพียง 26.2% เท่านั้น สถานีโทรทัศน์หลายเจ้าจึงต้องดิ้นรนหารายได้ทางใหม่ เช่น
- ช่อง one31: ปรับตัวโดยใช้หน้าจอทีวีเป็นเสมือน “โชว์รูม” เพื่อสร้างกระแส แล้วต่อยอดไปสู่ธุรกิจ Idol Marketing จนรายได้จากการบริหารจัดการศิลปิน แฟนมีตติ้ง และกิจกรรมต่าง ๆ พุ่งแซงหน้าค่าโฆษณาทางทีวีได้เป็นครั้งแรก
- ช่อง 3 (BEC): หันมาเน้นการขายลิขสิทธิ์ละครและคอนเทนต์ให้แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลก (เช่น Netflix, Viu) รวมถึงรุกเข้าสู่สมรภูมิภาพยนตร์อย่างเต็มตัว เช่น ภาพยนตร์เรื่อง “ธี่หยด” เพื่อหาโมเดลรายได้ใหม่
- ช่อง MONO: ทุ่มทุนซื้อลิขสิทธิ์ฟุตบอลโลกและพรีเมียร์ลีก เพื่อเพิ่มรายได้จากฐานแฟนบอลที่มาสมัครสมาชิกแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง Monomax
แม้ผู้ประกอบการโทรทัศน์จะเร่งหาโมเดลธุรกิจใหม่เพื่อดันรายได้ แต่ผลประกอบการในภาพรวมก็ยังไม่สามารถพลิกกลับมาเป็นบวกได้ง่าย ๆ กระทั่งยักษ์ใหญ่อย่าง BEC เองก็ยังเผชิญกับภาวะรายได้และกำไรสุทธิที่ลดลงในไตรมาส 1/2569 ที่ผ่านมา
ประกอบกับสภาพเศรษฐกิจที่ยากลำบาก ทำให้เราได้เห็นการยุติการออกอากาศของสถานีโทรทัศน์ครั้งใหญ่ในปี 2562 ที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดการเลิกจ้างคนในอุตสาหกรรมสื่ออีกจำนวนมาก และล่าสุดช่อง JKN ก็ได้ยุติการออกอากาศไปเมื่อวันที่ 26 มกราคม 2569
ความเปลี่ยนแปลงเหล่านี้สะท้อนสภาพการณ์ของอุตสาหกรรมโทรทัศน์ดิจิทัลที่ท้าทายอยู่ตลอดเวลา สถานีโทรทัศน์ที่เหลืออยู่จึงยังต้องแบกรับต้นทุนการผลิตที่สวนทางกับรายได้โฆษณาที่ลดลงเรื่อย ๆ
นับถอยหลังสู่ปี 2572 กับอนาคตที่ยังไร้เข็มทิศ
นอกจากพฤติกรรมคนดูที่เปลี่ยนไปแล้ว อีกหนึ่งความกังวลในอุตสาหกรรมทีวีคือเงื่อนไขทางกฎหมายที่กำลังนับถอยหลัง เพราะใบอนุญาตประกอบกิจการทีวีดิจิทัลภาคธุรกิจกำลังจะสิ้นสุดลงพร้อมกันราวเมษายนในปี 2572 หรือไม่ถึง 3 ปีข้างหน้า ขณะที่ปัจจุบันยังไม่มีการประกาศแผนแม่บทหลังปี 2572 ที่ชัดเจนจากภาครัฐ ส่งผลให้ผู้ประกอบการไม่สามารถวางแผนลงทุนระยะยาวได้
นางสาวสุภิญญา กลางณรงค์ ประธานคณะอนุกรรมการด้านการสื่อสาร โทรคมนาคม และเทคโนโลยีสารสนเทศ สภาผู้บริโภค และอดีตกรรมการ กสทช. ได้อธิบายว่า การไร้ซึ่งแผนการกำกับอาจนำไปสู่การยุติกิจการที่มีผลกระทบรุนแรงต่ออุตสาหกรรมโทรทัศน์
“หาก กสทช. ไม่มีแผนรองรับหลังใบอนุญาตสิ้นสุด ช่องเอกชนจำนวนมากอาจไปต่อไม่ได้ คนดูอาจเหลือช่องฟรีให้เลือกน้อยลง หรือเหลือเพียงช่องของรัฐมากขึ้น ซึ่งเสี่ยงทำให้ฟรีทีวีกลายเป็นพื้นที่ประชาสัมพันธ์ของรัฐ มากกว่าจะเป็นแหล่งข่าวที่มีความเป็นกลาง หลากเสียง หลายมุมมอง”
เป็นที่น่าติดตามต่อว่าอนาคตของทีวีดิจิทัลจะเป็นอย่างไรต่อไป เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าทีวียังมีความสำคัญอยู่ทั้งในแง่ของ “การเข้าถึงข้อมูล” ของคนทุกกลุ่ม และ “การสร้างงาน” ให้กับกลุ่มคนอีกหลายชีวิต
ในช่วงเวลาหัวเลี้ยวหัวต่อนี้ การดิ้นรนหาธุรกิจใหม่ของผู้ประกอบการเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอที่จะประคองให้สถานีโทรทัศน์อยู่รอดได้อย่างยั่งยืน ความช่วยเหลือจากภาครัฐจึงเป็นสิ่งจำเป็นในการปรับปรุงโครงข่ายการออกอากาศภาคพื้นดิน เพื่อรักษาสิทธิการเข้าถึงข้อมูลขั้นพื้นฐานของประชาชน และต่อยอดโอกาสให้อุตสาหรรมโทรทัศน์ไทยสามารถแข่งขันกับผู้เล่นในระดับโลกได้
อ้างอิง
- https://broadcast.nbtc.go.th/tv_info
- https://www.tcc.or.th/digital-tv-license-risk/
by Pravethida Anomakiti





