ทำไมคอนเทนต์จัดฉากบนโซเชียลถึงดูจริงกว่าทีวี? สำรวจเบื้องหลังความเชื่อใจบนหน้าฟีด เมื่อ "ความเรียล" สามารถออกแบบได้ในยุคดิจิทัล
หากเป็นเมื่อก่อนตอนดูโทรทัศน์ เรารับรู้อยู่แล้วว่ารายการตรงหน้าผ่านการวางบท กำหนดมุมกล้อง และตัดต่อเพื่อให้เนื้อหาน่าสนใจ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกหากรู้ว่าบางฉากไม่ได้เป็นความจริงทั้งหมด เพราะเรารู้ตัวตั้งแต่แรกแล้วว่านี่คือ “สื่อ” ที่ผ่านกระบวนการผลิตจากสถานี
แต่เมื่อเรื่องราวคล้ายกันเกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย อย่างในกรณีช่อง TikTok ที่ทำคอนเทนต์แนวคนธรรมดาสู้ชีวิต ไม่ว่าจะเป็น “พ่อเลี้ยงเดี่ยว” หรือ “คู่รักไรเดอร์” ที่ถูกเปิดเผยว่าเบื้องหลังมีการวางบทและแต่งเติมรายละเอียดเพิ่มจากความจริง ทำให้หลายคนรู้สึกผิดหวังหรือถูกหลอก เกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์
คอนเทนต์ลักษณะนี้ไม่ได้ต่างจากรายการโทรทัศน์หรือรายการเรียลลิตี้ ที่มีการออกแบบการเล่าเรื่องเพื่อดึงอารมณ์ผู้ชม แต่ทำไมเมื่อเรื่องเดียวกันเกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดีย ปฏิกิริยาของผู้คนจึงรุนแรงกว่า?
โทรทัศน์ VS โซเชียลมีเดีย
หนึ่งในแนวคิดที่ช่วยอธิบายเรื่องนี้ได้คือ “นิเวศวิทยาของสื่อ” (Media Ecology) ของ Marshall McLuhan ซึ่งอธิบายว่า ลักษณะของสื่อแต่ละประเภทมีส่วนกำหนดการรับรู้และความคาดหวังของผู้คน
- โทรทัศน์: ด้วยองค์ประกอบที่มีทั้งโลโก้ช่อง ผู้ดำเนินรายการ และโฆษณาคั่นที่ชัดเจน เราจึงรู้สึกว่ารายการโทรทัศน์มีสถานะเสมือนองค์กรหนึ่ง แม้ว่าจะกำลังดูเรื่องราวชีวิตของชาวบ้านธรรมดา เราก็ยังเผื่อใจว่านั่นอาจไม่ใช่ความจริงทั้งหมด เพราะรับรู้ว่าสิ่งที่เห็นนั้นผ่านกระบวนการผลิตมาแล้ว
- โซเชียลมีเดีย: ในทางกลับกัน เราเสพคอนเทนต์ออนไลน์บนหน้าจอเดียวกับที่ใช้คุยกับครอบครัว หรือแชร์เรื่องราวของตัวเอง ดังนั้นเราจึงมองว่าโซเชียลมีเดียคือพื้นที่ส่วนตัว และเชื่อว่าผู้สร้างคอนเทนต์บนโลกออนไลน์กำลังแชร์ชีวิตส่วนตัวเช่นเดียวกับเรา
ยิ่งเมื่อเรื่องราวถูกเล่าผ่านกล้องมือถือ แสงธรรมชาติ และภาษาพูดแบบไม่เป็นทางการ เราก็ยิ่งรู้สึกว่ากำลังมองเห็น “ชีวิตจริง” ของใครสักคน
เมื่อ “คนธรรมดา” กลายเป็นเครื่องมือการตลาด
โซเชียลมีเดียยังเปิดโอกาสให้เราเห็นชีวิตประจำวันของผู้คนมากกว่าที่เคย ตั้งแต่การกินข้าว เลี้ยงลูก ไปจนถึงช่วงเวลาที่เหนื่อยล้า โดยเฉพาะเรื่องราวของคนธรรมดาที่ต้องต่อสู้กับปัญหาชีวิต เรื่องราวเหล่านี้มักสร้างอารมณ์ร่วมและความรู้สึกเชื่อมโยงกับผู้ชมได้ง่าย เมื่อเราเห็นพวกเขาปรากฏบนหน้าฟีดซ้ำแล้วซ้ำเล่า ความรู้สึกใกล้ชิดจึงค่อย ๆ ก่อตัวขึ้น จนอาจทำให้เราเปิดรับและเชื่อในสิ่งที่พวกเขาสื่อสารได้ง่ายกว่าที่คิด
ความใกล้ชิดและเชื่อใจในฐานะ “คนธรรมดา” นี้เอง ได้กลายมาเป็นเครื่องมือชิ้นสำคัญในโลกการตลาดปัจจุบัน เนื่องจากผู้บริโภครู้ทันการโฆษณาจากคนดังแล้ว แบรนด์ต่าง ๆ จึงหันมาใช้การสื่อสารผ่านคนทั่วไปเพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือ เมื่อเราเห็นคนทั่วไปรีวิวสินค้าด้วยภาษาบ้าน ๆ เราจะรู้สึกว่าเป็นรีวิวจากผู้ใช้จริง ทำให้เปิดรับง่ายกว่าเดิมมาก
“ความเรียล” จึงกลายเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือทางการตลาด ทั้งยังสามารถออกแบบได้ ตั้งแต่การจัดมุมกล้อง คิดบทพูด ไปจนถึงการสร้างเรื่องราวที่ไม่มีอยู่จริง ทำให้เส้นแบ่งระหว่าง “ชีวิตจริง” กับ “การจัดฉาก” เริ่มพร่าเลือนขึ้นเรื่อย ๆ
โซเชียลไม่ได้เรียลเสมอไป: เส้นบาง ๆ ระหว่างการเล่าเรื่องกับการจัดฉาก
ท้ายที่สุดแล้ว โซเชียลมีเดียอาจไม่ได้ต่างจากสื่อยุคก่อนมากนัก เพราะทุกสื่อล้วนมีการวางโครง คิดบท และตัดต่ออยู่เสมอ ขณะที่โทรทัศน์ไม่เคยพยายามทำให้เราลืมว่ามันคือสื่อ แต่โซเชียลมีเดียถูกออกแบบมาให้เรารู้สึกว่า ‘นี่คือชีวิตจริงของคนที่อยู่ตรงหน้า’
การเสพคอนเทนต์เพื่อความบันเทิงไม่ใช่เรื่องผิด แต่เมื่อใดที่คอนเทนต์เริ่มส่งผลต่อทัศนคติหรือการตัดสินใจ การหยุดคิดและเว้นระยะห่างอาจเป็นภูมิคุ้มกันที่ดีที่สุดในยุคดิจิทัล เพราะในวันที่ทุกเรื่องเล่าสามารถออกแบบได้ การตระหนักว่า “โซเชียลไม่ได้เรียลเสมอไป” อาจช่วยให้เรารู้เท่าทันกลยุทธ์การตลาดในยุคนี้ได้
by Pravethida Anomakiti





