by Muttira Nommaneewong | Pornlada Panichakul
เมื่อก่อนคนวิ่งเพื่อสุขภาพเฉยๆ แต่ตอนนี้การวิ่งเหมือนต้องมี "ของแลก" กลับมาด้วย อย่างเหรียญ เสื้อ แว่นตา หรือสิทธิประโยชน์จากแบรนด์ต่าง ๆ จนเกิดกระแส “วิ่งแลกของ” ที่เป็นที่สนใจมากขึ้นบนโซเชียล กระแสนี้มาได้อย่างไร แล้วทำไมคนถึงอินกันขนาดนี้ จนหลายแบรนด์หันมาจัดแคมเปญวิ่งแลกของกันอย่างคึกคัก
กระแสจริง หรือแค่ความรู้สึก
ข้อมูลจาก Google Trends ชี้ว่า กระแสความสนใจ “งานวิ่ง” ของคนไทยยังอยู่ในระดับสูงอย่างต่อเนื่องในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2569 จากกราฟ Google Trends พบว่า “งานวิ่ง” มีค่าเฉลี่ยความสนใจสูงสุดที่ 55 ถือว่าอยู่ในระดับค่อนข้างสูงและต่อเนื่อง สูงกว่า “มาราธอน” ที่มีค่าเฉลี่ย 28 และ “เดินวิ่ง” ค่าเฉลี่ย 17 แสดงว่าผู้คนค้นหากิจกรรม “งานวิ่ง” มากกว่าคำเฉพาะอย่างมาราธอน หรือกิจกรรมเฉพาะกลุ่มอย่างเดินวิ่ง
เทรนด์ของ “งานวิ่ง” ยังเคลื่อนไหวในระดับสูงต่อเนื่องมาตั้งแต่ต้นปี และมีจุดพีคช่วงปลายเดือนพฤษภาคม ก่อนมาไต่ระดับอีกครั้งในช่วงท้ายของเดือนมิถุนายน 2569 สะท้อนว่ากระแสอีเวนต์วิ่งยังอยู่ในความสนใจของคนไทย
และถ้าไปดู Top Queries พบว่าคำที่คนเสิร์ชเยอะและสม่ำเสมอ คือ “งานวิ่ง” “วิ่ง” “งาน วิ่ง 2569” บอกถึงความสนใจในการหาข้อมูลงานวิ่งของคนไทย
ส่วน Rising Queries หรือคำค้นที่มาแรง สะท้อนให้เห็นว่า กระแสการวิ่งในไทยไม่ได้อยู่แค่การค้นหาคำกว้าง ๆ อย่าง “วิ่ง” หรือ “งานวิ่ง” เท่านั้น แต่ผู้คนเริ่มเจาะจงค้นหางานวิ่งที่มีธีมเฉพาะ คาแรกเตอร์ หรือชื่ออีเวนต์ที่ชัดเจนมากขึ้น โดยคำค้นมาแรง 5 อันดับแรก ได้แก่ “งานวิ่งชินจัง” “งานวิ่ง atm 2026” “งานวิ่งหมีเนย” “งานวิ่งศิริราช 2569” และ “งานวิ่งดิสนีย์แลนด์ 2026”
ข้อมูลนี้ชี้ว่า งานวิ่งยุคใหม่ไม่ได้ขายแค่ระยะทางหรือสุขภาพเพียงอย่างเดียว แต่ยังผูกกับความบันเทิง ความน่ารัก การสะสมของที่ระลึก และประสบการณ์ร่วมกับแบรนด์หรือคาแรกเตอร์ที่คนรู้จัก เช่น งานวิ่งธีมการ์ตูน คาแรกเตอร์ดัง อย่าง “งานวิ่งชินจัง” (Crayon Shinchan Amazing Thailand Virtual Run) และ “งานวิ่งหมีเนย” ที่ได้รับความสนใจจากแนวงานวิ่งการกุศลร่วมกับคาแรกเตอร์ยอดนิยม มีเสื้อและเหรียญที่ระลึกเป็นแรงจูงใจ
“งานวิ่ง ATM 2026” หรือ Amazing Thailand Marathon Bangkok 2026 ภายใต้ธีม “วิ่งผ่าเมือง ซีซั่น 9”ซึ่งจะมีขึ้นในวันที่ 28-29 พฤศจิกายนนี้ สะท้อนกระแสงานวิ่งแมสระดับประเทศที่ได้รับความนิยมสูง สามารถสร้างสถิติใหม่ที่มีนักวิ่งไทยและต่างชาติสมัครเข้าร่วมแข่งขัน 60,618 คน จาก 78 ประเทศ ภายในเวลาเพียง 1 วัน จนต้องปิดระบบรับสมัครอย่างเป็นทางการ และยังทำลายสถิติเดิมของรายการเมื่อปีก่อนที่มีผู้สมัคร 47,913 คน
ความนิยมของ ATM 2026 ยังสะท้อนให้เห็นว่า งานวิ่งไทยไม่ได้เติบโตเฉพาะในกลุ่มนักวิ่งสายคาแรกเตอร์หรือสายสะสมเท่านั้น แต่ยังขยายไปสู่สนามใหญ่ระดับนานาชาติ โดยผู้จัดคาดว่าเมื่อรวมยอดนักวิ่งต่างชาติที่ลงทะเบียนผ่านสำนักงานต่างประเทศของ ททท. และเอเจนซี่ระดับโลกแล้ว จำนวนผู้เข้าร่วมอาจมากกว่า 65,000 คน ซึ่งจะผลักดันให้รายการ ATMBKK ก้าวขึ้นเป็นหนึ่งในงานวิ่งมาราธอนเมืองหลวงที่มีผู้เข้าร่วมมากที่สุดในเอเชีย
ดังนั้น คำค้นมาแรงในหมวดงานวิ่งจึงสะท้อนภาพรวมที่น่าสนใจว่า “งานวิ่ง” ในไทยกำลังเติบโตทั้งสองทางพร้อมกัน คือ งานวิ่งสายไลฟ์สไตล์ที่ขายความน่ารัก ความสนุก และของสะสม กับงานวิ่งแมสระดับประเทศที่ดึงดูดนักวิ่งจำนวนมากทั้งไทยและต่างชาติ จนกลายเป็นอีเวนต์ขนาดใหญ่ที่เชื่อมโยงสุขภาพ การท่องเที่ยว และเศรษฐกิจเข้าด้วยกัน
การเติบโตของงานวิ่ง ที่ไม่ได้จำกัดแค่กลุ่มนักวิ่งเท่านั้นแต่ยังดึงดูดผู้บริโภคทั่วไปให้เข้ามาร่วมกิจกรรมมากขึ้น ทั้งจากธีมงาน คาแรกเตอร์ ของที่ระลึก และประสบการณ์ที่สามารถนำไปแบ่งปันบนโซเชียลมีเดียได้ ความเปลี่ยนแปลงนี้อาจเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ทำให้หลายแบรนด์หันมาจัดกิจกรรม “วิ่งแลกของ” แม้จะไม่ได้อยู่ในธุรกิจกีฬาโดยตรง
“วิ่งแลกของ” เมื่อทุกก้าวไม่ได้มีแค่สุขภาพ แต่กลายเป็นรางวัล
จากคำถามว่า “วันนี้วิ่งกี่กิโล” ตอนนี้หลายคนเริ่มเปลี่ยนเป็น “วันนี้วิ่งแล้วเอาไปแลกอะไรได้บ้าง?” หลังเทรนด์ “วิ่งแลกของ” เป็นกระแสมากขึ้นบนโลกออนไลน์ เมื่อผลการเดินหรือวิ่งไม่ได้มีไว้แค่บันทึกสถิติสุขภาพ แต่ยังนำไปใช้แลกรับส่วนลด สินค้า หรือสิทธิพิเศษจากหลายแบรนด์ได้จริง
จุดที่ทำให้เทรนด์นี้น่าสนใจ คือการเปลี่ยน “ระยะทาง” ให้กลายเป็น “รางวัล” ที่แลกได้จริง จากเดิมที่การเดินหรือวิ่งมักมีเป้าหมายเพื่อสุขภาพ ลดน้ำหนัก หรือทำสถิติส่วนตัว วันนี้ระยะทางที่สะสมไว้ยังสามารถใช้เป็นเงื่อนไขในการแลกรับของรางวัลหรือส่วนลดได้ ทำให้การออกกำลังกายมีแรงจูงใจเพิ่มขึ้นอีกทางหนึ่ง
แนวคิดนี้ยังสอดคล้องกับผลสำรวจในรายงาน Active Thailand Policy ซึ่งพบว่า ประชาชนเกือบครึ่ง (49.0%) สนับสนุนระบบสะสมแต้มสุขภาพเพื่อแลกสิทธิประโยชน์ และอีก 31.2% เห็นด้วยกับมาตรการลดราคาสินค้าส่งเสริมสุขภาพ สะท้อนว่าแรงจูงใจที่จับต้องได้อาจเป็นอีกปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้คนอยากขยับร่างกายมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม แม้หลายแคมเปญจะใช้คำว่า “ฟรี” เป็นจุดดึงดูด แต่บางกิจกรรมอาจมีเงื่อนไขประกอบ เช่น ต้องซื้อสินค้าบางรายการ ชำระค่าบริการเพิ่มเติม หรือแลกรับได้เฉพาะสินค้าบางประเภทเท่านั้น ผู้บริโภคจึงควรอ่านรายละเอียดให้ชัดเจนก่อนเข้าร่วมกิจกรรม เพื่อประเมินว่าข้อเสนอนั้นคุ้มค่ากับความต้องการของตัวเองหรือไม่
ปรากฏการณ์นี้ยังถูกต่อยอดบนโซเชียลมีเดีย ทั้งการรีวิววิธีเก็บระยะเดิน-วิ่งจากแอปสุขภาพ การนำผลไปแลกรางวัล บรรยากาศการต่อคิวหน้าร้าน ไปจนถึงการรวบรวมว่า “วันนี้วิ่งแล้ว แลกอะไรได้บ้าง?” ทำให้กิจกรรมเหล่านี้ไม่ได้อยู่แค่ในหน้าประชาสัมพันธ์ของแบรนด์ แต่ถูกเล่าต่อผ่านประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมจริง หนึ่งในตัวอย่างที่เห็น คือ แฮชแท็ก #วิ่งแลกแว่น บน TikTok ซึ่งมียอดโพสต์กว่า 19.2K โพสต์ สะท้อนว่า“วิ่งแลกของ” ไม่ได้จบแค่การเข้าร่วมกิจกรรม แต่ยังกลายเป็นกระแสที่ผู้คนหยิบมารีวิว แชร์ต่อ และสร้างคอนเทนต์ในรูปแบบของตัวเอง
ตัวอย่างแคมเปญ “วิ่งแลกของ” แบรนด์ไหนโดดเข้าร่วมบ้าง ?
แคมเปญ
วิ่งแลกแว่น
วิ่งแลกแว่น
วิ่งแลกไก่
วิ่งแลกสวย
วิ่งแลกหน้าใส
วิ่งแลกรองเท้า
แบรนด์
แว่นท็อปเจริญ
แว่นบิวตี้ฟูล
บุญตงกี่
กังนัมคลินิก
คลินิกผิวหนัง
ADDA
สิทธิประโยชน์
แว่นตา
แว่นตา
ส่วนลดค่าอาหาร
ส่วนลดค่าบริการ
ส่วนลดรักษาสิว
ส่วนลดรองเท้า
ระยะเวลา
25 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69
25 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69
1 มิ.ย. – 31 ก.ค. 69
วันนี้ – 31 ธ.ค. 69
วันนี้ – 31 ธ.ค. 69
10 – 30 มิ.ย. 69
หมายเหตุ: แคมเปญแต่ละรายการมีเงื่อนไขแตกต่างกัน บางรายการเป็นการแลกส่วนลดหรือสิทธิพิเศษ ไม่ใช่การรับของฟรีโดยตรง
แม้แต่ละแคมเปญจะแลกของรางวัลต่างกัน แต่สิ่งที่เหมือนกันคือ การเปลี่ยน “ระยะทาง” ให้กลายเป็นของรางวัล ส่วนลด สิทธิประโยชน์อื่น ๆ จนการออกกำลังกายไม่ได้จบแค่สุขภาพ แต่ยังเชื่อมโยงกับการตลาดและประสบการณ์ของผู้บริโภคมากขึ้น เมื่อมีแบรนด์จากหลายกลุ่มธุรกิจเข้ามาร่วมกระแส ก็อาจเป็นสัญญาณว่า “วิ่งแลกของ” กำลังกลายเป็นอีกหนึ่งรูปแบบการสร้าง Engagement ที่หลายแบรนด์เลือกใช้
ข้อมูลอ้างอิง:
- Google Trends Thailand
- รายงาน Active Thailand Policy โดย สสส.




