ทำไมคนยอมจ่ายแพงขึ้นในยุคโซเชียล? เจาะอินไซต์การตลาดที่ Story กลายเป็นตัวกำหนดราคา พร้อมเผยพฤติกรรมการซื้อ จากความจำเป็นสู่การตามกระแส
Highlights
- ผู้บริโภคไม่ได้จ่ายเพื่อ “ของ” แต่จ่ายเพื่อ “ความหมาย” และประสบการณ์ที่แบรนด์เล่า ทำให้สินค้าที่คล้ายกันสามารถมีราคาต่างกันหลายเท่า
- โซเชียลมีเดียทำให้เกิดอาการ “FOMO” (Fear of Missing Out) หรือความกลัวที่จะตกเทรนด์ ซึ่งเป็นตัวเร่งให้คนตัดสินใจซื้อสินค้าตามกระแสเพื่อสร้างตัวตนและแสดงรสนิยม
- พฤติกรรมการ “ซื้อเพื่อโพสต์” ส่งผลให้เกิดวัฒนธรรมการบริโภคเกินความจำเป็น เนื่องจากแบรนด์เน้นแข่งขันกันที่ความอยากมีมากกว่าประโยชน์ใช้สอย ทางออกที่ยั่งยืนคือการที่ผู้บริโภคต้อง “มีสติและรู้เท่าทันการตลาด”
ช่วงที่ผ่านมา การเปิดตัวร้านขนมหวานแบรนด์หนึ่งในกรุงเทพฯ กลายเป็นประเด็นที่ถูกพูดถึงอย่างร้อนแรงและกว้างขวางบนโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์มอย่าง X (Twitter) แม้ตัวสินค้าเองจะไม่ใช่สิ่งใหม่ในตลาด แต่สิ่งที่ทำให้เกิดกระแสคือ “การตั้งราคาที่สูงลิ่ว” ที่มาพร้อมการสื่อสารคอนเซปต์ที่แตกต่างและพิเศษกว่าร้านขนมหวานอื่นอย่างเห็นได้ชัด
ปรากฏการณ์นี้สะท้อนภาพของการตลาดยุคใหม่ที่ “ราคา” ไม่ได้ถูกตั้งจากต้นทุนเพียงอย่างเดียว แต่ถูกกำหนดโดย “เรื่องเล่า” ที่แบรนด์สร้างขึ้น และบางครั้งเรื่องเล่าเหล่านั้นอาจมีราคา “แพง” กว่าตัวสินค้าก็เป็นได้
แล้วอะไรที่ทำให้คนในสังคมเต็มใจจ่ายให้กับเรื่องเล่าที่แบรนด์สร้างขึ้น และเทรนด์เหล่านี้กำลังเปลี่ยนพฤติกรรมการอุปโภคบริโภคของเราไปอย่างไรบ้าง
เมื่อ “ราคา” ไม่ได้เริ่มจากต้นทุน แต่เริ่มจากเรื่องเล่า
สมัยก่อน การตั้งราคาสินค้ามักอิงจากต้นทุนบวกกำไรที่ต้องการ แต่ในยุคที่ทุกอย่างเชื่อมต่อด้วยโซเชียลมีเดีย กลไกนี้ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง สินค้าสองชิ้นที่มีคุณภาพหรือต้นทุนใกล้เคียงกัน อาจมีราคาขายที่ต่างกันหลายเท่าตัวเพียงเพราะชิ้นหนึ่งมีเรื่องเล่าที่ดึงดูดใจกว่า
นักจิตวิทยาชาวเยอรมัน Hilke Plassmann พบว่าราคามีผลโดยตรงต่อการรับรู้ “คุณค่า” โดยได้ทำการทดลองให้คนชิมไวน์ชนิดเดียวกัน แต่ติดป้ายราคาต่างกัน ผลปรากฏว่าคนส่วนใหญ่ตอบว่าไวน์ราคาแพงมีรสชาติดีกว่า สิ่งนี้เรียกว่า “Marketing Placebo Effect” ที่ทำให้เราเชื่อว่าของที่มีราคาสูงหรือมีความพรีเมียมกว่า มักจะมีคุณภาพดีกว่านั่นเอง
ยิ่งไปกว่านั้น หากแบรนด์สามารถร้อยเรียงเรื่องราวเพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้า เช่น วัตถุดิบนี้มาจากแหล่งที่ดีที่สุดในโลก หรือใช้กรรมวิธีการผลิตที่สืบทอดมานับร้อยปี เรื่องเล่าเหล่านี้จะเปลี่ยนสถานะสินค้าจากของกินของใช้ทั่วไป ให้กลายเป็นประสบการณ์สุดพิเศษ (Exclusive Experience) ที่หาจากไหนไม่ได้ทันที
โดยเฉพาะในสินค้าหมวด Luxury เช่น กระเป๋าแบรนด์เนม เครื่องเพชร นาฬิกาหรู หรือของสะสมมูลค่าสูง เป็นต้น สินค้าเหล่านี้บางครั้งถูกใช้เป็นเครื่องมือแสดงฐานะทางสังคม ซึ่งเมื่อยิ่งตั้งราคาสูง ความต้องการซื้อกลับยิ่งเพิ่มขึ้น เพราะราคากลายเป็นเครื่องบ่งบอกสถานะและสัญลักษณ์ของความ Exclusive
เมื่อการตัดสินใจซื้อของผู้คนในปัจจุบันเปลี่ยนไป จากที่เริ่มจากความจำเป็นกลายเป็นเริ่มด้วยความอยาก สินค้าจึงกลายเป็นเครื่องมือสร้างตัวตนที่บ่งบอกว่าเราคือใคร และมีรสนิยมแบบไหนในสายตาของสังคม ดังนั้นการซื้อสินค้าจึงไม่จบแค่การใช้งาน แต่ยังรวมไปถึงการถ่ายภาพแชร์ต่อในโลกออนไลน์
“FOMO” ตัวเร่งการตัดสินใจที่ทรงพลังในยุคดิจิทัล
ยิ่งเห็นคนรู้จักโพสต์รูปสินค้าใหม่ลงโซเชียล บางครั้งเราจึงเกิดความรู้สึก “ต้องมี” หรือ “ต้องลอง” ซึ่งคืออาการ “FOMO” (Fear of Missing Out) หรือความกลัวที่จะตกกระแส เกิดขึ้นจากความกังวลว่าคนอื่นกำลังมีประสบการณ์ดี ๆ ในขณะที่เราพลาดไป นี่จึงเป็นตัวเร่งการตัดสินใจที่สำคัญในยุคดิจิทัล
แบรนด์ต่าง ๆ จึงมักใช้กลยุทธ์การขายแบบจำกัดเวลา หรือขายแบบจำนวนจำกัดเพื่อกระตุ้นให้เกิด FOMO เมื่อรวมเข้ากับกระแสในโซเชียล สินค้าชิ้นนั้นก็จะกลายเป็นคุณค่าทางสังคมที่ผู้ซื้อได้รับจากการเล่า แชร์ หรือเชื่อมโยงตัวเองกับสินค้า เพื่อให้รู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของสังคม
และสิ่งที่เกิดขึ้นต่อมาคือ “Overpriced Economy” สภาวะที่ราคาสินค้าไม่ได้สะท้อนการใช้งาน แต่สะท้อนคุณค่าทางสังคมที่ผู้บริโภคได้รับ เช่น ความรู้สึกว่าทันเทรนด์ การเป็นส่วนหนึ่งของกระแส หรือการมีสิ่งที่คนอื่นยังไม่มี
การตลาดที่สร้าง “ความอยาก” มากกว่า “ความจำเป็น”
ท่ามกลางเรื่องราวที่น่าหลงใหล ความพรีเมียม และประสบการณ์สุดพิเศษ ที่แบรนด์พยายามสื่อสารเพื่อขายสินค้า พฤติกรรมการ “ซื้อเพื่อโพสต์” จึงเกิดขึ้นในกลุ่มผู้บริโภคบางราย สินค้าบางชิ้นไม่ได้เริ่มต้นที่การใช้งาน แต่เริ่มที่ “การถูกถ่าย ถูกแชร์ หรือถูกพูดถึง” และในบางครั้งอาจเผลอซื้อสินค้ามาเพียงเพื่อโพสต์ลงโซเชียล และเลิกใช้ไปอย่างรวดเร็ว
การตลาดเช่นนี้สร้างขยะและวัฒนธรรมการบริโภคเกินความจำเป็น แบรนด์จำนวนมากไม่ได้แข่งขันกันที่ “ประโยชน์ใช้สอย” แต่แข่งขันกันที่ “ความอยากมี” โดยการเพิ่มของแถมที่เกินความจำเป็น เช่น การ์ดสะสม เพื่อเร่งให้เกิดการซื้อซ้ำ ยิ่งไปกว่านั้น ของแถมแบบจำกัดจำนวน ยังส่งผลให้เกิดปัญหาขยะล้นโลก หรือการบริโภคเกินตัว ตามมาอีกเช่นกัน
นอกจากนี้ การปลูกฝังแนวคิดการให้คุณค่ากับวัตถุ หรือวัตถุนิยม (Materialism) ทำให้เกิดค่านิยมการให้คุณค่ากับวัตถุและภาพลักษณ์เพื่อสร้างตัวตน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่โลกออนไลน์สามารถเชื่อมถึงผู้คนจำนวนมากได้อย่างรวดเร็ว นำไปสู่พฤติกรรมการเปรียบเทียบกับผู้อื่นในโซเชียลมีเดียตลอดเวลา ซึ่งอาจทำให้ความพึงพอใจในชีวิตลดลง นำไปสู่ความวิตกกังวล และเป็นอีกปัจจัยในการพัฒนาสู่ภาวะซึมเศร้าในอนาคต
ในโลกที่ทุกอย่างคล้ายกัน “เรื่องเล่า” กลายเป็นตัวแปรสำคัญที่สร้างความแตกต่างและเพิ่มมูลค่าให้สินค้า แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นกลไกที่ทำให้ “ราคา” ถูกขับเคลื่อนด้วยอารมณ์ ความอยาก และแรงกดดันจากสังคม การเข้าใจกลไกของ FOMO และกับดักวัตถุนิยม จะช่วยให้เราฉุกคิดได้ว่าสิ่งที่กำลังจะซื้อนั้น เราซื้อเพราะ “ความจำเป็น” หรือซื้อเพราะ “อารมณ์ชั่ววูบ” ที่ถูกกระตุ้นโดยโซเชียลมีเดีย
สิ่งสำคัญคือการสร้างภูมิคุ้มกันด้วยการรู้เท่าทัน ซึ่งไม่ได้หมายถึงการปฏิเสธการบริโภค แต่คือการเลือกอย่างมีสติ ผู้บริโภคยังสามารถสนุกไปกับเรื่องราวที่แบรนด์สร้างสรรค์ ชื่นชมในความประณีตของกระบวนการผลิต และมีส่วนร่วมกับวัฒนธรรมบนโซเชียลได้ โดยไม่จำเป็นต้องไหลตามทุกกระแสและใช้เงินจนเกินตัว เพื่อให้เรามีความสุขกับการบริโภคได้อย่างยั่งยืน เพราะคุณค่าที่แท้จริงของการบริโภคอาจไม่ได้อยู่ที่การ “มี” มากขึ้น แต่อยู่ที่การ “เลือก” ได้ตรงกับตัวเองมากขึ้น
by Pravethida Anomakiti




