ใช้ AI อย่างไรไม่ผิดกฎหมาย?
ก่อนใช้ Generative AI ในงานคอนเทนต์หรือธุรกิจ ควรตรวจสอบ 5 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ลิขสิทธิ์ ภาพที่สร้างด้วย AI การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) ความถูกต้องของข้อมูล และ AI Policy เพื่อช่วยลดความเสี่ยงทางกฎหมาย และสร้างความน่าเชื่อถือให้กับองค์กร
Key Takeaways
- Prompt ที่ละเอียด ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของผลงาน AI เสมอไป
- ภาพ AI อาจเสี่ยงต่อการละเมิดลิขสิทธิ์ เครื่องหมายการค้า และ PDPA หากนำไปใช้โดยไม่ตรวจสอบ
- อย่าป้อนข้อมูลส่วนบุคคลหรือข้อมูลลูกค้าเข้าสู่ AI โดยไม่ปกปิดข้อมูล
- AI อาจสร้างข้อมูลที่ผิดพลาด (Hallucination) จึงควรตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่
- องค์กรควรมี AI Policy และ Human Review เพื่อให้การใช้ AI เป็นไปอย่างปลอดภัย โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมาย
ในยุคที่การแข่งขันบนโลกออนไลน์วัดกันที่ความเร็ว ความแปลกใหม่ และความสวยงาม เทคโนโลยี Generative AI ไม่ว่าจะเป็น ChatGPT, Gemini หรือ Midjourney ได้กลายมาเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยทุ่นแรงและเพิ่มประสิทธิภาพในการผลิตคอนเทนต์มากขึ้น
ทว่าความสะดวกสบายของ AI ก็เหมือนดาบสองคมที่มาพร้อมความเสี่ยงทางกฎหมาย โดยเฉพาะเมื่อนำไปใช้กับงานสื่อ โฆษณา ประชาสัมพันธ์ หรือคอนเทนต์เชิงพาณิชย์ เพราะแม้ AI จะช่วยสร้างข้อความหรือภาพได้ภายในไม่กี่นาที แต่ความรับผิดชอบจากการนำผลงานนั้นไปใช้ยังคงอยู่กับผู้ใช้งานและองค์กร
สมาคมผู้ผลิตข่าวออนไลน์ ได้จัดอบรมในหัวข้อ “AI Governance & Content Compliance รู้ทันกฎหมายลิขสิทธิ์และ PDPA เพื่อใช้ AI อย่างถูกต้อง” โดย คุณไพบูลย์ อมรภิญโญเกียรติ กรรมการผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ได้ร่วมถอดรหัสและสรุป 5 ประเด็นสำคัญที่องค์กรและคนทำคอนเทนต์ยุค AI ไม่ควรมองข้าม ดังนี้
1) พรอมต์เยอะ ไม่ได้แปลว่าเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์เสมอไป
หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือ การคิดว่าหากผู้ใช้งานเขียนคำสั่ง (Prompt) อย่างละเอียด หรือปรับคำสั่งหลายรอบ ผลงานที่ได้จาก AI จะต้องตกเป็นลิขสิทธิ์ของผู้ใช้งานโดยอัตโนมัติ แต่ในมุมของ “กฎหมายลิขสิทธิ์” หัวใจสำคัญของการพิสูจน์ความเป็นต้นฉบับ (Originality) จะพิจารณาจาก
- Skill: การใช้ทักษะของมนุษย์
- Labor: การลงแรง มีความวิริยะอุตสาหะกับชิ้นงาน
- Judgment: การใช้วิจารณญาณเพื่อตัดสินใจ
ดังนั้น การพิมพ์คำสั่งให้ AI สร้างภาพหรือข้อความขึ้นมา อาจยังไม่เพียงพอที่จะอ้างสิทธิ์ความเป็นเจ้าของได้ โดยเฉพาะหากผลลัพธ์เกิดจากการประมวลผลของ AI เป็นหลัก โดยที่มนุษย์ไม่ได้ปรับแก้หรือสร้างสรรค์องค์ประกอบใหม่อย่างมีนัยสำคัญ
- Tips ตัวช่วยลดความเสี่ยง:
หากนำไฟล์หรือภาพที่ตนเองสร้างสรรค์ขึ้นมาอยู่แล้ว (เป็นเจ้าของสิทธิ์เดิม) ให้ AI ช่วยตกแต่งหรือต่อยอดเพิ่มเติม จะช่วยลดความเสี่ยงด้านกฎหมายลิขสิทธิ์ได้ และควรเก็บหลักฐานกระบวนการทำงานไว้เสมอ เช่น ประวัติการป้อนคำสั่ง (Prompt History) ไฟล์ร่าง และบันทึกการตัดสินใจ เพื่อพิสูจน์ว่ามีมนุษย์คอยควบคุมและใช้วิจารณญาณร่วมด้วย
2) ภาพที่สร้างโดย AI เสี่ยงละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า
การสั่งให้ AI สร้างภาพบุคคลที่มีชื่อเสียง หรือภาพที่มีเครื่องหมายการค้าเพื่อนำไปใช้เชิงพาณิชย์ อาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายหลายฉบับพร้อมกัน
- กฎหมายลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า: จากการนำโลโก้ อัตลักษณ์ หรือดีไซน์ที่มีเจ้าของสิทธิ์ไปใช้โดยไม่ได้รับอนุญาต
- พ.ร.บ.คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA): จากการใช้อัตลักษณ์ใบหน้าของบุคคลจริงในเชิงพาณิชย์โดยไม่ได้รับความยินยอม
- พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ: หากภาพนั้นทำให้สังคมเกิดความเข้าใจผิดหรือสร้างความเสียหาย
- กฎหมายแพ่งและพาณิชย์: การละเมิดชื่อเสียงและสิทธิส่วนบุคคล
นอกจากนี้ ปัจจุบันยังมีเทคโนโลยีที่ช่วยตรวจสอบร่องรอยของคอนเทนต์ดิจิทัล เช่น Invisible Watermarks (ลายน้ำล่องหน) หรือการวิเคราะห์การดัดแปลง (Digital Forensics) ที่สามารถแกะรอยการดัดแปลงภาพได้
ดังนั้นจึงควรหลีกเลี่ยงการใช้ภาพ AI ที่เจาะจงหน้าตา บุคลิก สัญลักษณ์ โลโก้ หรือองค์ประกอบที่อาจเชื่อมโยงกับบุคคลและแบรนด์จริงโดยไม่ได้รับอนุญาต พร้อมตรวจสอบก่อนเผยแพร่
- Tips ตัวช่วยลดความเสี่ยง:
การติดป้าย (Disclaimer) ว่า “ภาพ/เนื้อหานี้สร้างโดย AI” คือการแสดงความบริสุทธิ์ใจ และช่วยลดความเข้าใจผิดที่อาจนำไปสู่คดีความได้
3) คิดถึง PDPA ตั้งแต่ต้นทางก่อนป้อนข้อมูล
การใช้ AI เพื่อช่วยสรุปเอกสาร วิเคราะห์ข้อมูลลูกค้า หรือเขียนอีเมล อาจดูเป็นเรื่องสะดวก แต่หากข้อมูลที่ป้อนเข้าไปมีข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลลูกค้า หรือข้อมูลภายในองค์กร ก็จะเสี่ยงต่อการละเมิด PDPA ทันที
หลายองค์กรอาจเข้าใจว่า การเลือกใช้ AI แบบชำระเงิน หรือการปิดการแชร์ข้อมูลจะปลอดภัย 100% แต่ทั้งนี้ก็ยังมีความเสี่ยงที่ข้อมูลอาจรั่วไหลผ่านการรับส่งข้อมูล (Data Transfer) ไปยังเซิร์ฟเวอร์ต่างประเทศเพื่อใช้ในการอัปเดตโมเดล AI ได้
- Tips ตัวช่วยลดความเสี่ยง:
ก่อนป้อนข้อมูลเข้าระบบ AI ควรต้องปิดบังตัวตนตั้งแต่ต้นทาง เช่น ลบชื่อจริง เลขประจำตัว ข้อมูลติดต่อ หรือรายละเอียดที่สามารถระบุตัวบุคคลได้ ออกก่อน อย่ารอให้ข้อมูลเข้าสู่ระบบแล้วค่อยจัดการ
4) คำตอบที่ดูน่าเชื่อถือ อาจเป็นคำตอบที่ผิด
AI โดยเฉพาะโมเดลภาษาขนาดใหญ่ (LLM) เช่น ChatGPT, Gemini หรือ Claude ถูกออกแบบมาให้สร้างคำตอบที่ลื่นไหลและสมเหตุสมผลเพื่อตอบโจทย์ผู้ใช้งาน แต่ข้อจำกัดสำคัญคือ AI อาจเกิดภาวะ “หลอน” (Hallucination) สร้างข้อมูลที่ไม่มีอยู่จริงหรือบิดเบือนข้อมูลเพื่อสร้างคำตอบที่สอดคล้องกับความต้องการของผู้ใช้งานมากที่สุด
ความเสี่ยงนี้ส่งผลกระทบโดยตรงต่อความน่าเชื่อถือ โดยเฉพาะข้อมูลที่ดูเหมือนจริง เช่น ตัวเลข สถิติ กฎหมาย หรือคำกล่าวอ้างของบุคคล หากข้อมูลเหล่านี้ถูกนำไปเผยแพร่โดยไม่ตรวจสอบ อาจนำไปสู่ความเสียหายในหลายด้านได้ นอกจากนี้ AI ยังขาดความเข้าใจในบริบททางวัฒนธรรม ความอ่อนไหวทางสังคม หรือความหมายเชิงอารมณ์ในบางประเด็น ทำให้คอนเทนต์ที่ดูถูกต้องในเชิงภาษา อาจไม่เหมาะสมในเชิงบริบทสังคมได้
5) AI Policy คือเกราะสำคัญขององค์กรในวันที่ทุกคนใช้ AI
การห้ามใช้ AI อาจไม่ใช่ทางออกที่ตอบโจทย์ในยุคดิจิทัล แต่การปล่อยให้ใช้โดยไม่มีแนวทางชัดเจน ก็อาจสร้างความเสี่ยงให้กับองค์กรได้เช่นกัน สิ่งที่องค์กรควรมีคือการกำหนด AI Policy หรือนโยบายการกำกับดูแลการใช้ AI ที่ชัดเจน ครอบคลุมตั้งแต่การวางแผนไปจนถึงการตรวจสอบผลลัพธ์
หัวใจสำคัญคือการ “กำกับดูแลโดยมนุษย์” ที่ต้องตรวจสอบและประเมินความเหมาะสมก่อนเผยแพร่เสมอ โดยเฉพาะคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับข้อเท็จจริง ภาพบุคคล ประเด็นอ่อนไหว หรือบริบททางสังคม เพื่อป้องกันผลกระทบที่อาจตามมาทีหลัง
AI คือเครื่องทุ่นแรงที่ช่วยลดเวลาในการทำงาน แต่ไม่ใช่ "ตัวแทน" ที่สามารถแบกรับความรับผิดชอบแทนมนุษย์ได้ ในโลกที่เทคโนโลยีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทักษะการเขียน Prompt อาจไม่สำคัญเท่าการมี AI Policy ที่ชัดเจน ควบคู่ไปกับการใช้จริยธรรมและวิจารณญาณของมนุษย์ เพราะสุดท้ายแล้ว ความน่าเชื่อถือของคอนเทนต์ไม่ได้วัดแค่ความเร็ว แต่ยังวัดจากความรับผิดชอบของคนที่อยู่เบื้องหลังคอนเทนต์นั้นด้วย
by Pravethida Anomakiti




