ทำอย่างไรให้คอนเทนต์ทะลุฟีดอัลกอริทึม?
การทำคอนเทนต์ให้ถูกอัลกอริทึมแนะนำ ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเวลาโพสต์หรือแฮชแท็กเพียงอย่างเดียว แต่ขึ้นอยู่กับคุณภาพของคอนเทนต์ ความเข้าใจผู้ชม และการเลือกใช้กลยุทธ์ที่เหมาะกับแต่ละแพลตฟอร์ม ในยุคที่ Content Overload ทำให้การแข่งขันแย่งความสนใจสูงขึ้น แบรนด์จึงต้องสร้างคอนเทนต์ที่ตอบโจทย์ผู้ใช้ มากกว่าพยายามเอาชนะอัลกอริทึม
Key Takeaways
- Content Overload: จำนวนคอนเทนต์เพิ่มขึ้นเร็วกว่าจำนวนผู้ชม ทำให้การแข่งขันแย่งความสนใจรุนแรงขึ้น
- Multi-platform Journey: ผู้บริโภคค้นหาและตัดสินใจซื้อข้ามหลายแพลตฟอร์ม แบรนด์จึงต้องปรับคอนเทนต์ให้เหมาะกับแต่ละช่องทาง
- Quality over Algorithm: อัลกอริทึมให้ความสำคัญกับคอนเทนต์คุณภาพที่ตรงกับความสนใจของผู้ใช้ มากกว่าการใช้เทคนิคเพื่อเพิ่ม Reach
- Human-Centered Content: คุณภาพ ความเป็นมนุษย์ และการสร้างแบรนด์ คือปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้คอนเทนต์เติบโตได้ในระยะยาว
การจะเป็นครีเอเตอร์ยุคนี้ไม่ใช่เรื่องง่าย เมื่อเริ่มมีเสียงบ่นไปในทำนองเดียวกันว่า “ยอดการมองเห็นลดลง” คอนเทนต์ที่เคยปังกลับเงียบเหงา ทั้งยอดเข้าถึง ยอดแชร์น้อยลง เอนเกจเมนต์ไม่โตเท่าเดิม หรือบางครั้งคอนเทนต์ที่ตั้งใจทำมาอย่างดี กลับถูกเลื่อนผ่านไปอย่างรวดเร็ว ทำให้หลายคนอาจเริ่มสงสัยว่าเป็นเพราะ “อัลกอริทึมปิดการมองเห็น” ใช่หรือไม่?
ในงาน CTC2026 ที่จัดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ คุณศรัณย์ แบ่งกุศลจิต CEO Uppercuz Creative และผู้ก่อตั้งเพจ “การตลาดการเตลิด” ได้มาช่วยไขคำตอบว่า ในวันที่ “คอนเทนต์ไม่ฟีด ครึ่งปีหลังอัลกอริทึมเอาไงดี” แบรนด์ต้องปรับตัวอย่างไรเพื่อเอาชนะอัลกอริทึม และดันคอนเทนต์เข้าไปอยู่ในใจของผู้บริโภคให้ได้
● ทำไมคอนเทนต์ไม่ฟีด? เมื่อ "คนดู" โตไม่เท่า "คนทำ"
ก่อนจะหาวิธีเอาชนะอัลกอริทึม แบรนด์ต้องเข้าใจก่อนว่าภูมิทัศน์ (Landscape) ของโลกคอนเทนต์วันนี้เปลี่ยนไปมาก ปัจจุบันเทคโนโลยีที่พัฒนาขึ้น ทำให้ใครก็สามารถเป็นครีเอเตอร์ได้ ส่งผลให้จำนวนผู้ผลิตคอนเทนต์เพิ่มขึ้นมหาศาล และเกิดสภาวะ Content Overload หรือคอนเทนต์ล้นตลาด
ในทางกลับกัน จำนวนผู้ชมและเวลาในการเสพคอนเทนต์ไม่ได้เพิ่มขึ้นตาม ส่งผลให้ครีเอเตอร์ทั้งหลายจึงต้องแข่งขันกันอย่างดุเดือดเพื่อชิง “ความสนใจ” ของผู้บริโภคท่ามกลางคอนเทนต์จำนวนมหาศาล ประกอบกับพฤติกรรมการเสพคอนเทนต์ที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว คนดูเลื่อนฟีดเร็วขึ้นและให้เวลากับแต่ละคอนเทนต์สั้นลง ทำให้พวกเขาพร้อมที่จะเลื่อนผ่านทันทีหากไม่สะกดสายตาได้ตั้งแต่ช่วงแรก
ยิ่งไปกว่านั้น กระบวนการตัดสินใจซื้อของคนยุคใหม่ยังซับซ้อนยิ่งขึ้น เมื่อผู้บริโภคไม่เชื่อข้อมูลจากแหล่งเดียวอีกต่อไป แต่จะค้นหาและเปรียบเทียบข้อมูลข้ามไปมาระหว่างแพลตฟอร์ม ทั้ง TikTok, YouTube, Google และแอปอีคอมเมิร์ซ ก่อนจะตัดสินใจจ่ายเงิน
การทำคอนเทนต์ในยุคนี้จึงต้องดึงความสนใจของผู้บริโภคให้ได้ตั้งแต่วินาทีแรก พร้อมคำนึงถึงการกระจายตัวไปในแต่ละแพลตฟอร์ม เพื่อสื่อสารกับกลุ่มเป้าหมายให้ครอบคลุมที่สุด
● เจาะกลยุทธ์รายแพลตฟอร์ม เดินเกมอย่างไรให้เข้าตาผู้บริโภค?
อย่างไรก็ตาม ขณะที่แบรนด์ต้องกระจายตัวสู่หลายแพลตฟอร์ม สิ่งสำคัญที่ต้องรู้คือ แต่ละแพลตฟอร์มมีรูปแบบอัลกอริทึมและแนวทางที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน ทำให้เราไม่สามารถใช้คอนเทนต์เดียวโพสต์ลงทุกช่องทางได้อีกต่อไป
TikTok: มุ่งสู่การเป็นแพลตฟอร์ม E-commerce เต็มตัว ดังนั้น คอนเทนต์ที่ส่งเสริมการซื้อขายมีแนวโน้มได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษ แต่หากละเมิดกฎของแพลตฟอร์มก็จะถูกลดการมองเห็น การทำคอนเทนต์ใน TikTok จึงต้องเน้นไปที่คุณภาพ ความถูกต้อง และความน่าเชื่อถือ มากกว่าความหวือหวา
Instagram: ยังเป็นพื้นที่สำคัญสำหรับการหาผู้ชมใหม่ผ่าน Reels และใช้ Stories ในการรักษาฐานลูกค้าเดิม แต่พลังสำคัญของแพลตฟอร์มนี้อยู่ที่การส่งต่อ Reels ผ่านแชท (Direct Message: DM) ที่สามารถโน้มน้าวใจได้สูง
Facebook: ยังคงโดดเด่นในการทำคอนเทนต์เชิงลึก บทความ หรือวิดีโอยาว โดยพบว่าบัญชีส่วนบุคคลมักมีการเข้าถึงที่ดีกว่า Fan Page
YouTube: ยืนหนึ่งเรื่องการสร้างความน่าเชื่อถือและความผูกพันในระยะยาว (Loyalty) เนื่องจากผู้ชมยินดีใช้เวลากับแต่ละคอนเทนต์บนแพลตฟอร์มนี้นานกว่าที่อื่น หากแบรนด์สามารถสร้างฐานผู้ติดตามที่แข็งแรงได้ ผู้ชมจะกลับมาค้นหาชื่อแบรนด์ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาการนำส่งจากอัลกอริทึมเพียงอย่างเดียว
● ถอดรหัสสิ่งที่อัลกอริทึม "ต้องการ" จริง ๆ
ในความเป็นจริงแล้ว อัลกอริทึมไม่ได้ซับซ้อนอย่างที่คิด เพราะหน้าที่หลักของอัลกอริทึมคือ “การส่งคอนเทนต์ที่มีคุณภาพไปยังคนที่สนใจเนื้อหานั้นจริง ๆ” โดยระบบจะประเมินจากพฤติกรรมการรับชมและความสนใจของผู้ใช้แต่ละบุคคล
ขณะเดียวกัน คอนเทนต์ที่นำไปสู่การตัดสินใจซื้อได้จริงก็มีโอกาสที่จะถูกดันขึ้นฟีดมากขึ้น เนื่องจากแพลตฟอร์มต้องการให้เกิดกิจกรรมทางธุรกิจบนระบบของตน ประกอบคนดูปัจจุบันมีพฤติกรรมแบบ “Shadow Step” หรือการส่งต่อคอนเทนต์กันในพื้นที่ปิด เช่น แชทส่วนตัว หรือแชทกลุ่ม ซึ่งแม้ตัวเลขนี้จะไม่ถูกแสดงผลในยอดเอนเกจเมนต์ แต่กลับมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างมาก
ดังนั้น การทำคอนเทนต์ให้ถูกดันขึ้นฟีดจึงไม่ใช่แค่การสื่อสารกับระบบคอมพิวเตอร์ แต่เป็นการสื่อสารกับมนุษย์ คอนเทนต์ที่ดูเป็นธรรมชาติและมีความเป็นมนุษย์ จึงมักได้รับความนิยมมากกว่าคอนเทนต์ที่มีความเป็นองค์กรหรือโฆษณาโดยตรง
● สรุปเคล็ดลับ: อย่าวิ่งตามอัลกอริทึม จนลืมเข้าใจคน
สิ่งที่แบรนด์ต้องเข้าใจคือ “อัลกอริทึมเปลี่ยนได้ตลอดเวลา แต่พฤติกรรมมนุษย์เปลี่ยนช้ากว่า” การพยายามเอาชนะระบบด้วยเทคนิค เช่น เวลาโพสต์หรือแฮชแท็ก อาจไม่ใช่ทางออกที่ยั่งยืน แต่หัวใจสำคัญที่จะช่วยให้คอนเทนต์ทะลุฟีดได้คือ:
● คุณภาพ: การลงคอนเทนต์อย่างสม่ำเสมอยังเป็นเรื่องสำคัญ แต่สิ่งที่ทำให้คอนเทนต์เติบโตในระยะยาวไม่ใช่ปริมาณ แต่เป็นคุณภาพ คุณค่า และความสัมพันธ์ที่แบรนด์สร้างกับผู้ชม
● ความเป็นมนุษย์: คอนเทนต์ที่ดูเป็นธรรมชาติ ไม่โฆษณาจนเกินไป จะทำให้ผู้ชมรู้สึกถึงความจริงใจและใกล้ชิดกับแบรนด์มากกว่า
● สร้างการจดจำ: มุ่งสร้างแบรนด์ให้แข็งแกร่งจนเข้าไปนั่งในใจผู้บริโภค เพื่อให้ผู้ชมเริ่มค้นหาด้วยตัวเองโดยไม่ต้องพึ่งพาอัลกอริทึม
● เข้าถึงทุกช่องทาง: กระจายคอนเทนต์ให้ครอบคลุมทุกช่องทางที่กลุ่มเป้าหมายอยู่ เพราะเส้นทางการตัดสินใจซื้อในปัจจุบันเกิดขึ้นแบบข้ามแพลตฟอร์ม
กล่าวโดยสรุป ไม่ว่าอัลกอริทึมจะเปลี่ยนไปกี่ครั้ง แต่แบรนด์และคอนเทนต์ที่เข้าใจคนและสร้างคุณค่าให้ตัวเองได้ จะเป็นฝ่ายที่ได้เปรียบและไปต่อได้ในทุกการเปลี่ยนแปลง
by Pravethida Anomakiti / Woravich Sittiwang





