เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และอัลกอริทึมได้เข้ามาเปลี่ยนระบบนิเวศสื่อไปอย่างสิ้นเชิง ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและรุนแรงนี้ ภาควิชาวารสารสนเทศ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงได้จัดงานสัมมนา “TRUST IN TRANSITION: ทางรอดสื่อใหม่ จะไปไหนต่อ” เมื่อวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยได้เชิญวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในหลากหลายมิติของระบบนิเวศสื่อมาร่วมเจาะลึกและแลกเปลี่ยนมุมมอง เพื่อ #save ระบบนิเวศสื่อไปด้วยกัน
หนึ่งในปัญหาใหญ่ที่สังคมไทยเผชิญไม่ว่าจะเปลี่ยนผ่านมากี่ยุคกี่สมัย คือการที่คนในสังคมยังขาด Media Literacy หรือทักษะการรู้เท่าทันสื่อ อย่างไรก็ดี การรู้เท่าทันสื่อยุคใหม่ไม่ใช่แค่การแยกแยะข่าวปลอม แต่คือการที่อัลกอริทึมเลือกนำเสนอเฉพาะสิ่งที่ตรงกับจริตของผู้รับสาร ผลที่ตามมาคือ “ความจริงที่ไม่อยากฟัง” (Inconvenient Truth) จะถูกคัดออก จนทำให้ข้อเท็จจริง (Fact) กลายเป็นเรื่องลวง (Fake) ในสายตาของผู้ที่อยู่คนละฝั่งความคิด
ความท้าทายของการสร้าง Media Literary ในระบบนิเวศสื่อปัจจุบัน จึงขยายขอบเขตไปสู่ AI Literacy และ Algorithm Literacy เพื่อให้เข้าใจว่าสิ่งที่เทคโนโลยีเลือกมานำเสนอนั้นมีความถูกต้องและเจือไปด้วยอคติหรือไม่
● Black Box Theory: 6 แรงกดดันในระบบนิเวศสื่อใหม่
เพื่อให้เข้าใจถึงแรงกดดันในระบบนิเวศสื่อใหม่ คุณระวี ตะวันธรงค์ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิด้านสื่อสารมวลชน กองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์ ได้นำเสนอ “Black Box Theory” เพื่อเปรียบให้เห็นภาพว่าสื่อในยุคปัจจุบันเหมือนถูกขังอยู่ในกล่องดำที่โดนบีบคั้นจาก 6 ทิศทาง ได้แก่
- Economy Shift
เม็ดเงินโฆษณาไม่ได้ไหลเข้าสู่สำนักข่าวใหญ่เหมือนในอดีต แต่กระจายไปยังอินฟลูเอนเซอร์และแพลตฟอร์ม
- Technology Shift
เทคโนโลยี โดยเฉพาะ AI เข้ามาแทนที่งานประจำ (routine) และที่น่ากังวลคือคนไทยเชื่อถือข้อมูลจาก AI สูงเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
- User Behavior
ผู้บริโภคเปลี่ยนจากการเข้าเว็บไซต์ข่าว มาเป็นการพึ่งพาการสรุปข้อมูลจาก AI แทน ส่วนหนึ่งเนื่องจากเว็บข่าวมีโฆษณารบกวนการอ่าน
- Trust Crisis
เมื่อ AI สามารถกวาดคอนเทนต์ข่าวมากกว่า 60% ไปสรุปเป็นคำตอบให้ผู้อ่าน คำถามคือ “คนจะเชื่อจากไหน?” งานข่าวจึงต้องการนักข่าวที่เป็น specialist และทำข่าวเชิงลึกได้
- No More Mass
ยุคของ “มวลชน” (Mass) สิ้นสุดลงแล้ว สื่อต้องรู้ว่า ใครคือ “กลุ่มเป้าหมาย” (Target) ของตน เพราะยอดวิวยอดไลก์หลักล้านอาจไร้ความหมาย หากไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมาย หรือ Reach Target จริง
- Algorithm Regulation
ระบบนิเวศสื่อใหม่ไม่ได้ถูกควบคุมโดยกฎหมายของรัฐเท่านั้น แต่ถูกบีบด้วยกฎกติกาของแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่ที่พร้อมเปลี่ยนอัลกอริทึมได้ตลอดเวลา
● กับดักข่าวปลอมและความเชื่อที่เจืออคติ
ปัญหาข่าวปลอมในปัจจุบัน มักเกิดจากการที่สื่อก๊อปปี้ข้อมูลต่อกันมาโดยไม่ตรวจสอบต้นตอ จากนั้นผู้รับสารก็นำไปแชร์ต่อ โดยไม่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอีกเช่นกัน
นอกจากนี้ ข่าวปลอมอาจไม่ได้เกิดจากความเข้าใจผิด แต่เป็นความตั้งใจที่จะเรียก Engagement เพื่อสร้างรายได้และสร้างตัวตนบนโซเชียลมีเดีย ดังนั้น หัวใจสำคัญของการรู้เท่าทันสื่อคือ การมี “ต่อมเอ๊ะ” หรือความช่างสงสัย ตั้งคำถามต่อสิ่งที่เห็น ก่อนที่จะเชื่อ
การรู้เท่าทันสื่อในวันนี้ จึงต้องเริ่มต้นที่ “อย่าเชื่อในสิ่งที่เห็นทันที” อย่าหลงเชื่อเพียงเพราะข่าวนั้นมีสถิติ มีตัวเลขอ้างอิง หรือมีกราฟที่สวยงาม แต่ต้องตั้งคำถาม เช่น “ใครเป็นคนเก็บข้อมูล?” หรือ “กลุ่มตัวอย่างเป็นใคร?” เพราะข้อมูลเหล่านั้นอาจถูกนำมาใช้อย่างบิดเบือนหรือเกินจริง (Overclaim) เช่น การอ้างกลุ่มตัวอย่างเพียงหลักร้อยว่าเป็นตัวแทนคนทั้งประเทศ
อีกหนึ่งเรื่องที่น่ากังวลคือ ข้อมูลที่นำเสนอเพียงด้านเดียว ทั้งที่ความจริงมีหลายด้าน โดยข้อมูลนั้นอาจถูกออกแบบมาเพื่อดึงดูดคนเฉพาะกลุ่มหรือ “ชนเผ่า” เดียวกัน โดยเฉพาะในปัจจุบันที่อัลกอริทึมเลือกนำเสนอเฉพาะสิ่งที่ตรงกับจริตและความเชื่อเดิมของผู้ใช้ เพื่อสร้างความพึงพอใจและดึงดูดให้อยู่กับหน้าจอนานที่สุด ผลที่ตามมาคือ Fact อาจถูกมองว่า Fake หากข้อมูลนั้นไม่สอดคล้องกับอคติของตนเอง
ด้วยเหตุนี้ สื่อและประชาชนจึงต้องหมั่นตรวจสอบแหล่งที่มาและความรอบด้านของข้อมูลอยู่เสมอ เพื่อรู้เท่าทันอำนาจที่มองไม่เห็นซึ่งกำลังชี้นำความคิดของสังคม
● Open Data: สิทธิขั้นพื้นฐานในการเข้าถึงความจริง
ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงข้อมูล (Asymmetry of Information) คือหนึ่งในอุปสรรคสำคัญของ Media Literacy ในไทย โดยปัจจุบัน ข้อมูลภาครัฐจำนวนมากยังไม่เปิดเผยหรืออยู่ในรูปแบบที่ AI อ่านไม่ได้ เช่น เอกสารราชการรูปแบบกระดาษ เล่มงบประมาณโครงการต่าง ๆ ข้อมูลเครือข่ายที่โยงใยความสัมพันธ์ของกลุ่มธุรกิจ ซึ่งต้องจ่ายค่าธรรมเนียมเพื่อเข้าถึง เป็นต้น
การผลักดันให้เกิด Open Data จึงเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่จะช่วยให้ประชาชนและสื่อมีข้อมูลเพียงพอในการตั้งคำถามและตรวจสอบการทำงานของรัฐได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดช่องว่างความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงความจริง ซึ่งจะช่วยให้เกิดระบบนิเวศสื่อที่โปร่งใสและเท่าเทียม
● บทบาทภาครัฐ: ความอยู่รอดของสื่อไทย
ในมิติของนโยบายและการกำกับดูแลจากภาครัฐ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรอง รามสูต กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ได้ให้มุมมองสำคัญเกี่ยวกับการสร้างระบบนิเวศสื่อที่น่าเชื่อถือในระดับนโยบาย เช่น การใช้โมเดลจากสหภาพยุโรป (EU) เป็นต้นแบบในการกำกับดูแลระบบนิเวศดิจิทัลทั้งหมด และการตรวจสอบ “Addictive Design” หรือการออกแบบอัลกอริทึมที่ทำให้ผู้ใช้เสพติดการใช้แพลตฟอร์ม เพื่อป้องกันการเสพติดโซเชียลมีเดีย โดยเฉพาะในเด็ก
นอกจากนี้ ศ.กิตติคุณ ดร.พิรงรองยังชี้ว่า สื่อไทยไม่สามารถต่อสู้กับแพลตฟอร์มระดับโลกได้โดยลำพัง ภาครัฐจึงต้องเข้ามาแทรกแซง (Intervention) เพื่อสร้างความเป็นธรรม เช่น การผลักดันเรื่องส่วนแบ่งรายได้ (Media Bargaining Code) และการสร้างความโดดเด่น (Prominence) ให้สื่อคุณภาพของไทยปรากฏบนหน้าแรกของแพลตฟอร์มต่าง ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงแหล่งข่าวที่มีคุณภาพได้ง่ายขึ้น
● Media Literacy: เกราะคุ้มกันที่ต้องสร้างก่อนส่งต่อ
จากที่กล่าวมา สรุปได้ว่า Media Literacy ยุคใหม่ไม่ใช่แค่การแยกแยะว่าข่าวไหนจริงหรือปลอม แต่คือการเข้าใจกลไกของเทคโนโลยี การมีทักษะในการตรวจสอบข้อมูล เพื่อให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของอัลกอริทึมและความลวงที่มาในรูปแบบของข้อมูล
สื่อยุคใหม่จึงมีภารกิจสำคัญในการสร้าง “ผู้รับสารที่มีคุณภาพ” เพราะความเชื่อมั่นในระบบนิเวศสื่อ (Trusted Media Ecosystem) จะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากผู้คนในสังคมยังขาดทักษะในการวิเคราะห์สารที่ได้รับ การเสริมสร้าง Media Literacy จึงเป็นกลยุทธ์สำคัญที่จะช่วยให้ทุกคนมีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเท่าเทียมกันบนพื้นฐานของความจริง ไม่ใช่เพียงแค่การไหลไปตามกระแสของข้อมูลที่ถาโถมเข้ามา
อย่างไรก็ดี การสร้าง Media Literacy ยุคใหม่ ไม่ใช่หน้าที่ของใครคนใดคนหนึ่ง แต่ต้องอาศัยการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน ทั้งสื่อที่ต้องรักษาจริยธรรม ภาคประชาชนที่ต้องช่วยสนับสนุน “สื่อน้ำดี” และภาครัฐที่ต้องสนับสนุนการเข้าถึงข้อมูลข่าวสารและการกำกับดูแลที่เป็นธรรม เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนระบบนิเวศสื่อไทยให้ก้าวข้ามผ่านช่วงเวลาแห่งความเปลี่ยนแปลงนี้ไปได้อย่างยั่งยืน และเพื่อสร้างระบบนิเวศสื่อที่ทุกคนสามารถเชื่อถือได้อย่างแท้จริง





