เดือนมีนาคม 2569 บทสนทนาบนโซเชียลของคนไทยถูกขับเคลื่อนด้วย “ความกังวล” ที่เชื่อมโยงกันหลายระดับ ตั้งแต่สถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ที่ส่งผลต่อราคาน้ำมันโลก ไปจนถึงแรงกดดันด้านค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน
กระแสหลักของเดือนจึงไม่ได้เป็นเพียงเหตุการณ์ใดเหตุการณ์หนึ่ง แต่เป็นการเชื่อมโยงระหว่าง “สถานการณ์โลก เศรษฐกิจ และ การเมือง” ที่ส่งผลถึงกันอย่างชัดเจน ขณะเดียวกัน ประเด็นด้านสังคม วัฒนธรรม และไลฟ์สไตล์ ไม่ว่าจะเป็นดราม่าทางการศึกษา สิทธิทางเพศ หรือเทรนด์สุขภาพและความบันเทิง ก็ยังคงได้รับความสนใจและเป็นที่พูดถึงควบคู่กันไป
Highlights
- สรุป 10 โซเชียลเทรนด์เดือนมีนาคม 2569 จากข้อมูล Social Listening ครอบคลุมทุกแพลตฟอร์ม
- ประเด็นหลักถูกขับเคลื่อนโดย สถานการณ์โลก สงคราม ความขัดแย้งในตะวันออกกลาง วิกฤตพลังงาน ราคาน้ำมัน และค่าครองชีพ ที่ส่งผลต่อชีวิตประจำวัน
- โซเชียลสะท้อน “การเมืองในชีวิตประจำวัน” เมื่อผู้ใช้งานเชื่อมโยงข่าวสารกับประสบการณ์ตรง
- แต่ละแพลตฟอร์มมีบทบาทต่างกัน ตั้งแต่ พื้นที่ข่าว (Facebook) ไปจนถึง ไวรัลคอนเทนต์ (TikTok)
จากข้อมูล Social Listening ในช่วงวันที่ 1-31 มีนาคม 2569 พบว่า บทสนทนาบนแต่ละแพลตฟอร์ม ไม่ว่าจะเป็น Facebook, Instagram, X (Twitter), TikTok และ YouTube มีลักษณะคอนเทนต์และกลุ่มผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาจากเอ็นเกจเมนต์ในภาพรวม จะเห็นว่ามีบางประเด็นที่สามารถดึงความสนใจของผู้คนได้ในวงกว้าง ครอบคลุมตั้งแต่สถานการณ์ระดับโลก ไปจนถึงกระแสในสังคมไทย
ทั้งนี้ การคัดเลือกประเด็นไม่ได้อ้างอิงจากตัวเลขเพียงอย่างเดียว แต่พิจารณาจากภาพรวมของกระแสที่เกิดขึ้นบนโซเชียลมีเดียในช่วงเวลาดังกล่าว
กระแสที่เกิดขึ้นบนโซเชียลไม่ได้มีลักษณะเดียวกันในทุกแพลตฟอร์ม แต่ถูกขับเคลื่อนด้วยพฤติกรรมผู้ใช้งานที่แตกต่างกัน
- Facebook ยังคงเป็นพื้นที่ของ “ข่าวและประเด็นสังคม” ที่ผู้ใช้งานเข้ามาติดตามและแสดงความคิดเห็นในวงกว้าง
- X (Twitter) เน้นการถกเถียงและการติดตามสถานการณ์แบบเรียลไทม์ ทำให้หลายประเด็นถูกขยายอย่างรวดเร็ว
- TikTok เป็นตัวเร่งกระแสสำคัญ โดยเฉพาะคอนเทนต์ไวรัล บันเทิง และคลิปสั้นที่เข้าถึงคนจำนวนมาก
- Instagram สะท้อนมุมของไลฟ์สไตล์ ภาพลักษณ์ และตัวตนของผู้ใช้งาน
- YouTube ทำหน้าที่เป็นพื้นที่ของคอนเทนต์เชิงลึกและการอธิบาย ที่ช่วยต่อยอดความเข้าใจจากประเด็นที่กำลังเป็นกระแส
จากความแตกต่างของแต่ละแพลตฟอร์มนี้เอง จึงนำไปสู่ 10 กระแสหลักบนโซเชียลในเดือนมีนาคม ที่สามารถสร้างการมีส่วนร่วมในวงกว้าง ซึ่งสะท้อนทั้งมิติทางสังคม เศรษฐกิจ และไลฟ์สไตล์ของผู้คนในช่วงเวลานั้น
10 กระแสโซเชียลมาแรงเดือนมีนาคม
1. ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง จุดเริ่มต้นความกังวลระดับโลก
สถานการณ์ความตึงเครียดในภูมิภาคตะวันออกกลาง กลายเป็นประเด็นร้อนที่ถูกจับตามองอย่างใกล้ชิด โดยมีจุดเริ่มต้นจากความขัดแย้งระหว่างสหรัฐ อิสราเอล และ อิหร่าน เมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ 2569
ความเคลื่อนไหวดังกล่าวส่งผลให้บทสนทนาบนโซเชียลมีเดียพุ่งสูงขึ้น และกลายเป็นหนึ่งในประเด็นที่มีโพสต์กว่า 38,000 ชิ้น จากบัญชีที่ไม่ซ้ำกว่า 900 บัญชี โดยเนื้อหาที่ได้รับความสนใจส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับจำนวนผู้เสียชีวิต การยิงขีปนาวุธตอบโต้ และการโจมตีทางอากาศระหว่างทั้งสองฝ่าย โดยเฉพาะคอนเทนต์วิดีโอข่าวบน TikTok จากสื่อไทย เช่น TNN Online, Thai PBS และ ช่อง 8 เป็นต้น ที่มียอดรับชมรวมระดับร้อยล้านครั้ง สะท้อนให้เห็นว่าข่าวต่างประเทศสามารถขยายวงการรับรู้ได้อย่างรวดเร็วผ่านแพลตฟอร์มวิดีโอสั้น
สิ่งที่น่าสนใจคือ ผู้ใช้งานไม่ได้ติดตามข่าวนี้ในฐานะเหตุการณ์ที่อยู่ไกลตัว แต่เชื่อมโยงไปถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะราคาน้ำมันโลกและค่าครองชีพในประเทศ ทำให้บทสนทนาขยายจากเรื่องความขัดแย้ง ไปสู่ประเด็นเศรษฐกิจที่ใกล้ตัวมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังพบว่าการแสดงความคิดเห็นใต้โพสต์ข่าวมีลักษณะ “แบ่งขั้ว” อย่างชัดเจน โดยมีทั้งฝั่งที่แสดงการสนับสนุนอิหร่าน และฝั่งที่สนับสนุนสหรัฐและอิสราเอล แม้หลายความคิดเห็นจะไม่เห็นด้วยกับสงคราม แต่ก็เริ่มมีมุมมองในการ “เลือกข้าง”
ขณะเดียวกัน ยังเริ่มเห็นสัญญาณของความกังวลในวงกว้าง ไม่ว่าจะเป็นประเด็นแรงงานไทยในพื้นที่เสี่ยง การขาดแคลนน้ำมัน หรือแนวโน้มราคาพลังงานที่อาจปรับตัวสูงขึ้น
ทั้งหมดนี้ทำให้ “พลังงาน” กลายเป็นประเด็นต่อเนื่องที่ถูกตั้งคำถามบนโซเชียล ตั้งแต่ว่าเพียงพอหรือไม่ ไปจนถึงผลกระทบที่จะสะท้อนกลับมายังค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน
2. น้ำมันแพง-ค่าครองชีพพุ่ง แรงกระเพื่อมจากตะวันออกกลางสู่ไทย
ประเด็น “ค่าน้ำมันและค่าครองชีพ” ภายใต้ความกังวลวิกฤตพลังงาน กลายเป็นหนึ่งในกระแสหลักของเดือน มีโพสต์รวมสูงกว่า 50,000 ชิ้น จากบัญชีไม่ซ้ำกว่า 2,000 บัญชี สะท้อนว่าบทสนทนาไม่ได้จำกัดอยู่แค่สื่อหรือผู้เชี่ยวชาญ แต่กระจายไปยังผู้ใช้งานในวงกว้าง
แรงขับเคลื่อนสำคัญมาจากความกังวลต่อ “ผลกระทบในชีวิตจริง” โดยเฉพาะราคาน้ำมันที่ผันผวนจากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งส่งต่อไปยังค่าขนส่ง ราคาสินค้า และค่าใช้จ่ายในครัวเรือน
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ทำให้ประเด็นนี้อยู่ในกระแสอย่างต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่เรื่องราคา แต่คือ “ความไม่แน่นอน” ที่เกิดขึ้นในประเทศ จากสถานการณ์น้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ ภาพปั๊มน้ำมันขึ้นป้าย “น้ำมันหมด” และการต่อคิวยาวหน้าสถานีบริการ กลายเป็นคอนเทนต์ที่ถูกแชร์จำนวนมาก
โดยเฉพาะการปรับราคาน้ำมันพรวดเดียว 6 บาทในช่วงปลายเดือนมีนาคม ยิ่งทำให้ประเด็นนี้กลายเป็นทอล์คออฟเดอะทาวน์ และมีการวิพากษ์วิจารณ์ในวงกว้าง
จากข้อมูลบนโซเชียลจะเห็นว่าผู้ใช้งานไม่ได้พูดถึงแค่ “ของแพง” แต่ขยับไปสู่การตั้งคำถามในหลายมิติ ทั้งโครงสร้างราคาน้ำมัน ภาษี และบทบาทของรัฐ รวมถึงบางส่วนที่ตั้งข้อสังเกตถึงประเด็นว่า มีการกักตุนน้ำมันหรือไม่ ดังที่ปรากฏบนพื้นที่สื่อในการถามหา “ไอ้โม่ง” ไปจนถึงเรียกร้องความโปร่งใสในการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐ
ภาพรวมของกระแสนี้จึงสะท้อนว่า “น้ำมัน” ไม่ใช่แค่ต้นทุนทางเศรษฐกิจ แต่ยังกลายเป็นตัวชี้วัดความเชื่อมั่น และความคาดหวังต่อการบริหารงานของรัฐบาลในเวลาเดียวกัน
3. การบริหารภาครัฐ กับเสียงสะท้อนจากโซเชียล
ประเด็นการบริหารสถานการณ์ของภาครัฐ กลายเป็นหนึ่งในหัวข้อการเมืองที่ถูกพูดถึงอย่างต่อเนื่องบนโซเชียลในเดือนมีนาคม โดยเฉพาะในบริบทของราคาน้ำมันและค่าครองชีพที่เพิ่มสูงขึ้น ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อชีวิตประจำวันของผู้คน
จากข้อมูล Social Listening พบว่า บทสนทนาในประเด็นนี้มีจำนวนโพสต์กว่า 5,000 ชิ้น จากบัญชีไม่ซ้ำกว่า 600 บัญชี และมีลักษณะเป็น “การเมืองในชีวิตประจำวัน” ที่ผู้ใช้งานสะท้อนความคิดเห็นผ่านประสบการณ์ตรง ทั้งค่าใช้จ่ายในครัวเรือน ราคาน้ำมัน หรือภาระค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น มากกว่าการถกเถียงเชิงอุดมการณ์
ข้อมูลบนโซเชียลยังชี้ให้เห็นว่า ผู้ใช้งานจำนวนหนึ่งแสดงความไม่เชื่อมั่น และตั้งคำถามต่อการรับมือสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดภาวะน้ำมันขาดแคลนในบางพื้นที่ สวนทางกับการสื่อสารของภาครัฐที่ออกมาบอกว่า “ยังไม่ได้รับรายงาน” หรือการพูดถึงประเด็น “ไอ้โม่ง” ซึ่งทำให้ผู้ใช้งานบางส่วนรู้สึกว่า “ข้อมูลจากภาครัฐ” ยังไม่สอดคล้องกับสิ่งที่ตนเองรับรู้จากข่าวสารหรือสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริง จึงนำไปสู่การตั้งคำถามต่อความชัดเจนและความทันต่อเหตุการณ์ในการสื่อสาร
นอกจากการสะท้อนความไม่พอใจ บทสนทนายังเผยให้เห็นความคาดหวังที่ชัดเจนต่อการบริหารสถานการณ์ โดยเฉพาะการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา สอดคล้องกับข้อเท็จจริง และตอบสนองต่อสถานการณ์ได้อย่างทันท่วงที ควบคู่ไปกับความต้องการมาตรการบรรเทาผลกระทบที่จับต้องได้ ซึ่งทั้งหมดล้วนเชื่อมโยงกับระดับความเชื่อมั่นที่ผู้ใช้งานมีต่อการบริหารงานในช่วงเวลาดังกล่าว
ในบางช่วง วลีอย่าง “รวยไม่ไหวแล้ว” ถูกหยิบมาใช้ในเชิงประชดประชัน เพื่อสะท้อนความรู้สึกต่อสถานการณ์น้ำมันแพง และกลายเป็นหนึ่งในรูปแบบการสื่อสารที่กลุ่มผู้ใช้งานใช้แทนความรู้สึกร่วมในช่วงเวลานั้น
ภาพรวมของกระแสนี้สะท้อนว่า ราคาน้ำมัน ไปจนถึง “ค่าครองชีพ” ไม่ได้เป็นเพียงประเด็นทางเศรษฐกิจ แต่กำลังเชื่อมโยงไปสู่ความคาดหวังและความเชื่อมั่นต่อการบริหารงานของภาครัฐอย่างมีนัยสำคัญ
4. ฝุ่น PM 2.5 ภาคเหนือ ปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นซ้ำซาก
วิกฤตฝุ่น PM2.5 ในภาคเหนือกลับมาเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจบนโซเชียลอีกครั้ง โดยเฉพาะในช่วงที่ค่าฝุ่นเกินมาตรฐานในหลายพื้นที่ เช่น เชียงใหม่ และเชียงราย ส่งผลให้ประเด็นนี้สร้างเอ็นเกจเมนต์กว่า 25 ล้านครั้ง จากกว่า 3,000 โพสต์
สิ่งที่ทำให้กระแสนี้ขยายวงอย่างรวดเร็ว ไม่ได้มาจากตัวเลขค่าฝุ่นเพียงอย่างเดียว แต่เป็นเสียงจาก “ประสบการณ์ตรง” ที่ถูกแชร์บนโซเชียล ทั้งอาการอย่าง เลือดกำเดาไหล อาการแสบจมูก ไปจนถึงภาพทิชชู่เปื้อนเลือด และเรื่องราวจากผู้ปกครองหรือบุคลากรทางการแพทย์ ทำให้ประเด็นนี้ถูกยกระดับจาก “ปัญหาสิ่งแวดล้อม” ไปสู่ “ผลกระทบต่อสุขภาพ” อย่างชัดเจน
จะเห็นได้ว่าผู้ใช้งานไม่ได้เพียงแค่สะท้อนความเดือดร้อน แต่ขยายไปสู่การตั้งคำถาม ทั้งสาเหตุของปัญหา การเผาในพื้นที่ การจัดการหมอกควันข้ามพรมแดน รวมถึงแนวทางการรับมือและการแก้ปัญหาในระดับนโยบาย ขณะเดียวกัน ยังมีการพูดถึงภาระค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้น เช่น ค่าเครื่องฟอกอากาศ หรือ ค่ารักษาพยาบาล ไปจนถึง “ความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงอากาศสะอาด” กลายเป็นจุดถกเถียงสำคัญว่าเหตุใด “ลมหายใจ” ของคนแต่ละภูมิภาคจึงมีต้นทุนไม่เท่ากัน
แฮชแท็กอย่าง #ฝุ่นภาคเหนือ #คืนลมหายใจให้เชียงใหม่ และ #PM25 ถูกใช้เพื่อรวมบทสนทนาและสะท้อนความรู้สึกร่วมของผู้ใช้งานในช่วงเวลาเดียวกัน
ภาพรวมของกระแสนี้สะท้อนว่า “อากาศ” ไม่ใช่แค่ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม แต่เป็นเรื่องของคุณภาพชีวิตที่ผู้คนรับรู้ได้โดยตรง และกำลังกลายเป็นอีกหนึ่งประเด็นที่เชื่อมโยงไปสู่ความคาดหวังต่อการรับมือในระดับโครงสร้าง
5. ดราม่าสอบเตรียมอุดม สู่การตั้งคำถามเรื่อง “ระบบการศึกษา”
การสอบ ม.4 โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ประจำปี 2569 ณ ศูนย์แสดงสินค้าและการประชุม อิมแพ็ค เมืองทองธานี เมื่อวันที่ 7 มี.ค. กลายเป็นประเด็นบนโซเชียล หลังมีผู้ใช้งาน Facebook โพสต์ภาพถ่าย “เงินสดและทรัพย์สิน” เช่น นาฬิกา โทรศัพท์มือถือ จำนวนหนึ่งถูกทิ้งไว้หน้าสนามสอบ เนื่องจากกรรมการคุมสอบไม่อนุญาตให้นำเข้าห้องสอบ
ภาพดังกล่าวถูกแชร์ต่ออย่างรวดเร็ว และได้รับความสนใจเป็นวงกว้าง โดยเฉพาะความกังวลว่า เด็กนักเรียนที่ไม่มีผู้ปกครองมาด้วยจะกลับบ้านหรือหาข้าวทานอย่างไร หากไม่มีเงินและเครื่องมือสื่อสารติดตัว
จากกระแสดังกล่าวมีการแสดงความเห็นแตกออกเป็น 2 ฝั่ง โดยฝั่งหนึ่งมองว่าโรงเรียนได้ประกาศกติกาการสอบและประชาสัมพันธ์จุดรับฝากของล่วงหน้าแล้ว ดังนั้นผู้เข้าสอบควรรับทราบและมีการเตรียมตัว ส่วนอีกฝั่ง ตั้งคำถามถึงความเหมาะสมของการจัดการหน้างาน โดยเฉพาะเมื่อมีผู้เข้าสอบจำนวนมากถึง 14,000 คน ทำให้เกิดภาวะคอขวด ท้ายที่สุดทำให้นักเรียนบางส่วนต้องวางทรัพย์สินไว้หน้าสนามสอบเพื่อเข้าห้องสอบให้ทันเวลา
อีกหนึ่งประเด็น ยังมีการพูดถึงเรื่อง “ความไม่เท่าเทียม” ระหว่างนักเรียนที่มีผู้ปกครองมาด้วย กับนักเรียนต่างจังหวัดที่เดินทางมาคนเดียวซึ่งต้องแบกรับความเสี่ยงมากกว่า โดยมีการติดแฮชแท็กที่เกี่ยวข้องอย่าง #สอบเตรียมอุดม และ #TU89
จากดราม่าสอบเตรียมอุดมครั้งนี้ จุดประเด็นให้สังคมออนไลน์ตั้งคำถามเชิงโครงสร้างต่อ “ระบบการศึกษาไทย” ที่โรงเรียนคุณภาพสูงมีน้อยจนเกิดการแข่งขันที่สูงเกินจริง จากเรื่องที่เริ่มต้นจาก “การจัดสอบ” จึงขยายไปสู่คำถามในระดับโครงสร้าง ทั้งความเหลื่อมล้ำและการแข่งขันในระบบการศึกษา ที่ยังคงเป็นประเด็นถกเถียงในโลกออนไลน์อย่างต่อเนื่องในทุกช่วงของการสอบแข่งขัน
6. ดราม่าคำนำหน้าชื่อ สู่คำถามเรื่อง “สิทธิและอัตลักษณ์”
ในการประกวด Miss Tiffany Universe 2026 รอบ The Change Maker เมื่อปลายเดือนกุมภาพันธ์ ผู้เข้าประกวดรายหนึ่งได้เสนอโครงการ “หอพักนิสิตข้ามเพศ” ในมหาวิทยาลัย เพื่อเรียกร้องพื้นที่ปลอดภัยในห้องน้ำรวม แต่กลับถูกกรรมการตั้งคำถามว่า “อยากเป็นนางสาว มีมดลูกหรือเปล่า?” ประโยคดังกล่าวได้กลายเป็นข้อถกเถียงอย่างหนักบนโลกโซเชียลถึงนิยามความเป็นหญิงและสิทธิของ LGBTQIA+ ในชั่วข้ามคืน
เสียงโซเชียลแตกออกเป็น 2 ฝั่งอีกครั้ง เมื่อฝั่งที่ไม่เห็นด้วยและอินฟลูเอนเซอร์หลายรายมองว่าการใช้มดลูกวัดค่าความเป็นผู้หญิงเป็นแนวคิดที่ผิดพลาด และการไล่เด็กไปอยู่หอนอกไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืน ทว่าฝั่งที่เห็นด้วยกลับมองว่าการเรียกร้องดังกล่าว รวมถึงเรื่องคำนำหน้า จะกระทบกับระเบียบสังคมไทยในปัจจุบัน ทั้งการทำงานของบุคลากรทางการแพทย์ หรืออาจนำไปสู่กรณีการหลอกลวงและปลอมแปลงอัตลักษณ์ ประเด็นเหล่านี้ถูกนำมาถกเถียงบนแพลตฟอร์ม X (ทวิตเตอร์) ผ่านแฮชแท็ก #MissTiffany2026 อย่างดุเดือดและยาวนาน
เห็นได้ว่าสังคมไทยกำลังขยับจากการเรียกร้องความเท่าเทียมเชิงสัญลักษณ์ ไปสู่การเรียกร้อง “สิทธิขั้นพื้นฐาน” เช่น พื้นที่ปลอดภัย หรือกฎหมายรับรองเพศสภาพที่ชัดเจนมากขึ้น เพื่อแสวงหาความปลอดภัยและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ที่ทุกคนควรได้รับอย่างเสมอภาค
7. กระแสซีรีส์ “ล่าหยก” เมื่อความบันเทิงเชื่อมกับประเด็นสังคม
ซีรีส์จีนพีเรียด “ล่าหยก” (Pursuit of Jade) กลายเป็นหนึ่งในกระแสความบันเทิงที่ได้รับความสนใจในไทย หลังจากออกอากาศและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็ว ด้วยโปรดักชันขนาดใหญ่และเคมีของนักแสดงนำ
อย่างไรก็ตาม กระแสยิ่งถูกพูดถึงมากขึ้น เมื่อเกิดดราม่าจากคำพูดของนักแสดง “จางหลิงเฮ่อ” ที่ถูกตีความว่าไม่เหมาะสมต่อชาวเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จนกลายเป็นประเด็นถกเถียงในหลายประเทศ และนำไปสู่การออกมาขอโทษอย่างเป็นทางการ
เมื่อดูความคิดเห็นของผู้ใช้งาน จะเห็นว่ามีการพูดถึงทั้ง “ตัวผลงาน” และ “ประเด็นดราม่า” ควบคู่กัน โดยมีทั้งการรีวิวซีรีส์ ชื่นชมนักแสดง และการแลกเปลี่ยนมุมมองต่อเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ขณะที่แพลตฟอร์มอย่าง Facebook และ TikTok มีบทบาทสำคัญในการขยายกระแส โดยเฉพาะคอนเทนต์สรุปข่าวและคลิปรีแอคที่ถูกแชร์ต่อจำนวนมาก
สิ่งที่น่าสนใจคือ แม้จะมีประเด็นดราม่า แต่กระแสของซีรีส์ยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่อง สะท้อนพฤติกรรมของผู้ชมที่สามารถแยก “ผลงาน” ออกจาก “ตัวบุคคล” ได้มากขึ้นในบางกรณี
ขณะเดียวกัน กระแสนี้ยังสะท้อนการเติบโตของซีรีส์จีนในไทย ซึ่งกำลังขยายฐานผู้ชมอย่างต่อเนื่องผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิง และกลายเป็นหนึ่งในคอนเทนต์ต่างประเทศที่มีอิทธิพลต่อผู้ชมในไทยมากขึ้น
8. มาสคอต “Polcasan” จากคาแรกเตอร์เล็ก ๆ สู่กระแส UGC ที่แฟนด้อมร่วมสร้าง
“โพก้าซัง” (Polcasan) มาสคอตตัวแทนแฟนด้อมของศิลปินคู่ เต-ตะวัน วิหครัตน์ และ นิว-ฐิติภูมิ เตชะอภัยคุณ กลายเป็นอีกหนึ่งกระแสที่สร้างเอ็นเกจเมนต์บนโซเชียลอย่างต่อเนื่องตลอดเดือนมีนาคมกว่า 7 ล้านครั้ง จาก 538 โพสต์ โดยกระแสเริ่มจากงานแฟนมีตช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ ก่อนจะต่อเนื่องด้วยการปรากฏตัวในอีเวนต์ต่าง ๆ และพีคในช่วงปลายเดือนจากคลิปไวรัลในตลาด AumAum ของอั้ม-พัชราภา ไชยเชื้อ
สิ่งที่ทำให้กระแสนี้เติบโต ไม่ได้มาจากแค่ “ความน่ารักของตัวมาสคอต” แต่เป็นการมีเรื่องเล่าต่อเนื่องผ่านโมเมนต์ต่าง ๆ ที่ถูกแชร์บนโซเชียล ทั้งจากงานแฟนมีต คลิปสั้น และปฏิสัมพันธ์กับศิลปินหรือบุคคลอื่น โดยเฉพาะในช่วงต้นเดือนที่แฟนคลับช่วยกันดันแฮชแท็ก #PolcaFamMeetingD1 และ #PolcaFamMeetingD2 ขึ้นเทรนด์อันดับ 1 บน X สะท้อนพลังของแฟนด้อมในการขับเคลื่อนกระแส
จากพฤติกรรมของผู้ใช้งาน จะเห็นว่าคอนเทนต์เกี่ยวกับ โพก้าซัง ไม่ได้จำกัดอยู่แค่กลุ่มแฟนคลับ แต่สามารถขยายไปสู่ผู้ใช้งานทั่วไป ผ่านความเอ็นดูและความรู้สึกร่วมที่เกิดขึ้นจาก “คาแรกเตอร์” และ “โมเมนต์” ที่เข้าใจง่าย
ในอีกมุมหนึ่ง กระแสนี้ยังสะท้อนแนวโน้มของวงการบันเทิง ที่เริ่มให้ความสำคัญกับการสร้าง “IP Character” และตัวละครที่สามารถต่อยอดได้มากกว่าคอนเทนต์หลัก ไม่ว่าจะเป็นอีเวนต์ สินค้า หรือประสบการณ์ร่วมกับแฟนคลับ
ภาพรวมของปรากฏการณ์นี้จึงไม่ได้เป็นเพียงกระแสไวรัลระยะสั้น แต่แสดงให้เห็นพลังของ “คอนเทนต์จากแฟนคลับ” ที่ช่วยกันสร้างเรื่องเล่าต่อ (User-generated content) ทำให้ตัวละครอย่าง โพก้าซัง ได้โลดแล่นอยู่บนโซเชียลได้ยาวนานกว่าตัวอีเวนต์
9. Hyrox Bangkok เมื่อเทรนด์สุขภาพกลายเป็นไลฟ์สไตล์ของคนเมือง
HYROX การแข่งขันฟิตเนสระดับโลกที่จัดขึ้นในประเทศไทยช่วงวันที่ 20-22 มี.ค. 2569 กลายเป็นอีกหนึ่งอีเวนต์ที่สร้างการมีส่วนร่วมบนโซเชียลกว่า 9.5 ล้าน จาก 1,381 โพสต์ จากกลุ่มผู้ใช้งานหลากหลาย สะท้อนว่ากระแสนี้ไม่ได้จำกัดอยู่ในกลุ่มนักกีฬาเฉพาะทาง แต่ขยายไปสู่คนรุ่นใหม่ในวงกว้าง
ด้วยรูปแบบการแข่งขันที่ผสมผสานการวิ่ง 8 กิโลเมตร เข้ากับ 8 ด่าน Functional Fitness ทำให้ HYROX เป็นการแข่งขันที่ท้าทายทั้งความอึดและความแข็งแรงของร่างกาย โดยปีนี้มีผู้สมัครมากกว่า 17,500 คน ซึ่งเป็นสถิติสูงสุด และสะท้อนการตื่นตัวของคนไทยต่อเทรนด์สุขภาพที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน
กระแสของ HYROX ไม่ได้กระจุกอยู่ในแพลตฟอร์มใดแพลตฟอร์มหนึ่ง แต่กระจายอยู่ทั้ง TikTok, Facebook และ Instagram ซึ่งแต่ละแพลตฟอร์มมีบทบาทแตกต่างกัน ตั้งแต่การติดตามบรรยากาศการแข่งขัน แชร์คลิปการฝึกซ้อม ไปจนถึงการนำเสนอไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพของผู้เข้าร่วม
จากข้อมูลบนโซเชียล จะเห็นว่าความสนใจจำนวนมากเริ่มต้นจากการที่คนดังเข้าร่วมการแข่งขัน ผู้ใช้งานแห่เข้าชมและแชร์คลิปของเหล่าดาราที่ลงแข่งจริง ไม่ว่าจะเป็น ณเดชน์ คูกิมิยะ, หมาก ปริญ, ชมพู่ อารยา รวมถึงคนดังอีกจำนวนมาก ผ่านแฮชแท็ก #HYROX โดยบางคลิปมียอดรับชมสูงสุดทะลุ 6.9 ล้านวิว ซึ่งช่วยเร่งให้กระแสขยายตัวอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน เมื่อกระแสเริ่มขยาย ผู้ใช้งานก็เริ่มแชร์ประสบการณ์และแรงบันดาลใจในการออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้ HYROX ไม่ได้ถูกมองเป็นเพียง “อีเวนต์” แต่เป็น “เป้าหมาย” ที่หลายคนสนใจ ด้วยกระแสสุขภาพที่มาแรงและแนวคิดการดูแลร่างกายเพื่อสุขภาพระยะยาว (Longevity) HYROX จึงดึงดูดคนรุ่นใหม่จำนวนมาก
ภาพรวมของกระแสนี้จึงสะท้อนการเปลี่ยนผ่านของวัฒนธรรมสุขภาพ จากเดิมที่มุ่งเน้น “การออกกำลังกายเพื่อลดน้ำหนัก” ไปสู่ “การออกกำลังกายเพื่อสมรรถนะและประสบการณ์” ซึ่งสอดคล้องกับแนวโน้มของคนรุ่นใหม่ที่ให้ความสำคัญกับวินัย การพัฒนาตัวเอง และการใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพมากขึ้น
บทความที่เกี่ยวข้อง
10. แอโรบิคสวนลุม เทรนด์ออกกำลังกายที่กลายเป็นไวรัลข้ามเดือน
กระแส “แอโรบิคสวนลุม” เริ่มถูกพูดถึงตั้งแต่ช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ เมื่อ Taeyong ศิลปินจากวง NCT โพสต์ Vlog ขณะวิ่งออกกำลังกายที่สวนลุมพินี และบังเอิญเจอกลุ่มเต้นแอโรบิคโดยลองเต้นตามและพูดว่า “ท่าเต้นยาก” ซึ่งกลายเป็นโมเมนต์ที่ถูกตัดต่อและแชร์ต่ออย่างรวดเร็วบน TikTok
จากจุดเริ่มต้นดังกล่าว กระแสเริ่มขยายตัวในช่วงเดือนมีนาคม กว่า 3.1 ล้านเอ็นเกจเมนต์จาก 453 โพสต์ โดยมีทั้งคลิปไวรัลจากครีเอเตอร์ไทย เช่น คลิปของผู้ใช้งาน TikTok รายหนึ่งที่ออกมาเต้นแอโรบิคที่สวนลุม และมียอดรับชมทะลุ 10 ล้านวิว เป็นหนึ่งในแรงส่งสำคัญที่ทำให้กระแสได้รับความสนใจในวงกว้าง รวมถึงการนำโมเมนต์ไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์ในหลากหลายรูปแบบ
จะเห็นว่าผู้ใช้งานไม่ได้เพียงรับชม แต่เริ่มเข้ามามีส่วนร่วมผ่านการ “เต้นตาม” และสร้างคอนเทนต์ของตัวเอง ทำให้แอโรบิคในสวนสาธารณะ ซึ่งเดิมอาจถูกมองว่าเป็นกิจกรรมของคนบางกลุ่ม กลายเป็นกิจกรรมที่เข้าถึงคนรุ่นใหม่มากขึ้น
สิ่งที่ทำให้กระแสนี้เติบโต คือการผสมกันของ “พื้นที่สาธารณะ” และ “วัฒนธรรมป๊อป” เมื่อโมเมนต์เล็ก ๆ จากศิลปินต่างชาติถูกนำไปต่อยอดบนโซเชียล ก็สามารถเปลี่ยนกิจกรรมท้องถิ่นให้กลายเป็นกระแสในวงกว้างได้
ในอีกมุมหนึ่ง กระแสนี้ยังสะท้อนการเปลี่ยนภาพของการออกกำลังกาย จากเดิมที่เน้นวินัยและความจริงจัง ไปสู่กิจกรรมที่ “สนุกและแชร์ได้” บนโซเชียล
ขณะที่ในช่วงปลายเดือนมีนาคมต่อเนื่องถึงต้นเดือนเมษายน กระแสยังมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่อง ทั้งในแง่ของจำนวนคอนเทนต์และการมีส่วนร่วมของผู้ใช้งาน ทำให้ “แอโรบิคสวนลุม” กลายเป็นอีกหนึ่งเทรนด์ที่น่าจับตาในเดือนถัดไป
สรุปภาพรวมของกระแสโซเชียลในเดือนมีนาคม 2569 สะท้อนว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นเพียงช่องทางรับสาร แต่เป็นพื้นที่ที่ผู้คนใช้ “สะท้อนอารมณ์และความคาดหวัง” ต่อสถานการณ์ที่เกิดขึ้นในสังคม โดยเฉพาะประเด็นที่ส่งผลต่อการใช้ชีวิต อย่างราคาน้ำมันและค่าครองชีพ อากาศสะอาด ซึ่งถูกเชื่อมโยงไปสู่คำถามต่อการบริหารจัดการในระดับนโยบาย
ขณะเดียวกัน กระแสในหมวดบันเทิงและไลฟ์สไตล์ยังคงเติบโตต่อเนื่อง สะท้อนอีกด้านหนึ่งของสังคมที่มองหา “พื้นที่ผ่อนคลาย” ทำให้โซเชียลกลายเป็นทั้งพื้นที่ของความจริงจังและความบันเทิงในเวลาเดียวกัน
ดังนั้น เสียงที่เกิดขึ้นบนโซเชียลจึงไม่ใช่เพียงแค่กระแสที่ผ่านไป แต่เป็นสัญญาณของอารมณ์และความต้องการของผู้คนในสังคมที่มีต่อช่วงเวลานั้น ๆ ซึ่งการรับฟังและการตอบสนองต่อเสียงเหล่านี้ ยังคงเป็นประเด็นที่น่าจับตาต่อไป
by Pornlada Panichakul & Social Media Editorial Team




