ภูมิทัศน์สื่อไทย 2568-2569

ยุคทองคอนเทนต์ “รสไทย” บนสมรภูมิสตรีมมิ่ง

Highlights

  • Local Content as Growth Engine: คอนเทนต์ไทยไม่ได้เป็นแค่ตัวเลือก แต่เป็น “อาวุธหลัก” ในการรักษาฐานสมาชิกและขยายตลาดสู่ระดับสากล
  • Market Maturity: ตลาดสตรีมมิ่งไทยก้าวสู่ระยะอิ่มตัวเชิงปริมาณ ทำให้การแข่งขันเปลี่ยนจากการแย่งสมาชิกใหม่ ไปสู่การบริหารความผูกพันและฐานแฟนเฉพาะกลุ่ม เพื่อสร้างรายได้ระยะยาว
  • From Platform to Ecosystem: สตรีมมิ่งไทยกำลังเปลี่ยนบทบาทจากแพลตฟอร์มวิดีโอ สู่ศูนย์รวมคอนเทนต์และคอมเมิร์ซ โดยมี AI ช่วยยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้

Local Content as Growth Engine

การแข่งขันในตลาดสตรีมมิ่งของไทยในช่วงปี 2568-2569 ทวีความร้อนระอุ หลายแพลตฟอร์มรุกลงทุนผลิตคอนเทนต์ท้องถิ่น (Local Content) มากขึ้น จนทำให้คอนเทนต์ “รสไทย” ก้าวขึ้นมาเป็นกลไกสำคัญที่ขับเคลื่อนอุตสาหกรรมสตรีมมิ่ง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ตลาดสตรีมมิ่งไทยค่อนข้างอิ่มตัว ผลักดันให้แพลตฟอร์มต่าง ๆ ต้องปรับกลยุทธ์จากการเร่งหาผู้ใช้ใหม่ ไปสู่การรักษาฐานสมาชิกเดิมด้วยคอนเทนต์คุณภาพ ระบบนิเวศที่แข็งแรง และประสบการณ์การใช้งานที่ตรงใจมากขึ้น 

ขณะเดียวกัน คอนเทนต์ที่สะท้อนอัตลักษณ์ วัฒนธรรม และอารมณ์แบบไทย ไม่ได้ถูกใช้เป็นไม้เด็ดในการ “ตอบจริต” ผู้ชมในประเทศเท่านั้น แต่ยังเป็นซอฟต์พาวเวอร์ (Soft Power) ส่งออกไปต่างประเทศ และทำให้คอนเทนต์ไทยกลายเป็นอาวุธสำคัญที่แพลตฟอร์มต่าง ๆ ใช้สร้างความแตกต่างและขับเคลื่อนการเติบโตในสมรภูมิสตรีมมิ่ง ไม่เพียงเฉพาะในประเทศแต่ยังรวมไปถึงภูมิภาคและระดับโลกด้วย 

ตลาดสตรีมมิ่งไทยโตแกร่ง สวนทางเศรษฐกิจ

แม้เศรษฐกิจภายในประเทศจะเผชิญแรงกดดันจากค่าครองชีพที่สูงขึ้นและกำลังซื้อที่ชะลอตัวลง แต่ตลาดสตรีมมิ่งไทยยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง สะท้อนการเปลี่ยนผ่านพฤติกรรมผู้บริโภคจากการรับชมโทรทัศน์แบบดั้งเดิมสู่แพลตฟอร์มออนไลน์อย่างชัดเจน

รายงาน Digital 2026: Thailand โดย We Are Social แสดงให้เห็นว่า 70.7% ของผู้ใช้อินเทอร์เน็ตไทยอายุ 16 ปีขึ้นไป รับชมวิดีโอผ่านแพลตฟอร์มสตรีมมิ่ง โดยใช้เวลาเฉลี่ย 4 ชั่วโมง 35 นาทีต่อสัปดาห์ และใช้จ่ายกับสตรีมมิ่งมากที่สุดถึง 33.2% ของการซื้อคอนเทนต์ออนไลน์ในแต่ละเดือน ตัวเลขเหล่านี้สะท้อนว่า สตรีมมิ่งได้กลายเป็นส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวันของคนไทยไปแล้ว

Photo Credit: รายงาน Digital 2026: Thailand โดย We Are Social

ข้อมูลดังกล่าวสอดคล้องกับรายงาน Global Entertainment & Media (E&M) Outlook 2025-2029 ของ PwC ที่ระบุว่า ตลาดบริการวิดีโอแบบ Over-the-top (OTT) หรือแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งในประเทศไทยมีอัตราการเติบโตโดดเด่นในช่วงหลายปีที่ผ่านมา และเป็นหนึ่งในแรงขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อของไทย โดย PwC คาดการณ์ว่า รายได้รวมของตลาดวิดีโอ OTT ปี 2568 จะเติบโต 21% จากปีก่อน เป็น 33,862 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าปี 2563 ถึงหกเท่า และมองว่า ตลาดนี้ยังคงมีศักยภาพในการเติบโตเพิ่มเติม เนื่องจากผู้ให้บริการหลายรายเริ่มนำเสนอบริการใหม่ ๆ

ไทยขึ้นแท่นตลาด SVOD ใหญ่ที่สุดในอาเซียน

ขณะเดียวกัน บริการสตรีมมิ่งของไทยไม่ได้แข็งแกร่งเฉพาะในประเทศเท่านั้น โดยประเทศไทยกลายเป็นตลาด Subscription Video-on-Demand (SVOD) หรือบริการพรีเมียมวิดีโอแบบจ่ายค่าสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ทั้งในด้านรายได้และการเติบโตของจำนวนสมาชิก  เนื่องจากผู้บริโภคไทยมีความเต็มใจจ่ายเพื่อเข้าถึงคอนเทนต์คุณภาพสูง (Premium Content) เป็นอันดับต้น ๆ ของเอเชีย 

ตามรายงานล่าสุดจาก Media Partners Asia (MPA) ตลาด SVOD แบบพรีเมียมของไทยมีสัดส่วนสูงถึง 35% จากมูลค่าอุตสาหกรรมความบันเทิงและสื่อรวม 1.4 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ถือเป็นตลาดวิดีโอแบบบอกรับสมาชิกที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาค และมีการเติบโตที่ก้าวกระโดดอย่างน่าประทับใจเมื่อเทียบกับปี 2563 ซึ่งขณะนั้น SVOD มีส่วนแบ่งเพียง 14% จากมูลค่าตลาดรวม 1.3 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

แพลตฟอร์มแข่งดุ ทั้งอินเตอร์ ไทย จีน ร่วมวงชิงเค้ก

เมื่อพิจารณาผู้เล่นในตลาด ประเทศไทยถือเป็นเวทีที่แพลตฟอร์มทั้งระดับโลก ระดับภูมิภาค และผู้เล่นท้องถิ่นชิงส่วนแบ่งกันอย่างเข้มข้น รายงาน The Asia Video Industry Report 2026 จาก Media Partners Asia (MPA) ชี้ว่า ในปี 2568 ตลาดวิดีโอออนไลน์ของไทยมีมูลค่ารวมราว 1.2 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ และเมื่อพิจารณาเฉพาะกลุ่มบริการวิดีโอพรีเมียมแบบสมัครสมาชิก (Premium VOD) มูลค่า 698 ดอลลาร์สหรัฐ พบว่า Netflix ครองส่วนแบ่งรายได้สูงสุดประมาณ 38% ทิ้งห่าง TrueID ซึ่งครองตำแหน่งแพลตฟอร์มพรีเมียมวิดีโออันดับ 2 ของไทยในด้านรายได้ด้วยส่วนแบ่ง 9% และ Viu ที่ 8% 

● แพลตฟอร์มไทยชูจุดแข็งด้านกีฬา

อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาในแง่ของจำนวนสมาชิก TrueID เป็นอันดับ 1 ด้วยโมเดลแบบไฮบริดที่มีคอนเทนต์ให้เลือกกว่า 1,800 รายการ รวมถึงจุดแข็งด้านการถ่ายทอดสดกีฬา ควบคู่ไปกับการสตรีมช่องทีวีดิจิทัล 

อีกหนึ่งผู้เล่นมาแรงคือ Monomax ที่ได้รับลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษและเอฟเอคัพครบทุกแมตช์ ยาว 6 ฤดูกาล เริ่มตั้งแต่ฤดูกาล 2025/26 เป็นต้นไป ซึ่งคาดว่าจะช่วยส่งให้ Monomax มีส่วนแบ่งสมาชิกเพิ่มขึ้นเป็น 9% ภายในปี 2568

Photo Credit: Monomax

● แพลตฟอร์มจีนเจาะตลาดผู้ชมเฉพาะกลุ่ม

ขณะเดียวกัน ประเทศไทยยังกลายเป็นตลาดที่ใหญ่ที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้สำหรับแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งสัญชาติจีนอย่าง iQIYI และ WeTV รวมถึง Viu จากฮ่องกง ที่สามารถสร้างฐานผู้ชมเฉพาะกลุ่ม (Niche Audience) ได้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะซีรีส์จีน วาไรตี้ และคอนเทนต์เอเชียที่มีปริมาณตอนสูงและเข้าถึงได้ง่าย

● ตลาด AVOD เติบโตเร็ว แต่ยังไร้ผู้นำชัดเจน

ส่วนในตลาด Advertising-based Video on Demand (AVOD) หรือบริการพรีเมียมวิดีโอแบบมีโฆษณา ที่แม้จะเติบโตอย่างรวดเร็ว แต่ตลาดนี้ยังมีการกระจายตัวสูง (Fragmented) โดยมี Viu เป็นผู้นำ แต่ไม่มีผู้เล่น รายได้มีส่วนแบ่งตลาดมากกว่า 12% ท่ามกลางการแข่งขันที่รุนแรงจากผู้เล่นในไทยอย่าง TrueID, CH3 Plus, Bugaboo, Mono29 และ oneD

ภาพรวมดังกล่าวตอกย้ำว่า ตลาดสตรีมมิ่งไทยไม่ได้เป็นการแข่งขันแบบผู้ชนะกินรวบ หากแต่เป็นสนามที่แต่ละแพลตฟอร์มเลือกสร้างความได้เปรียบในจุดที่ตนถนัด เพื่อให้สอดรับกับพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบันที่แตกกระจายออกเป็นกลุ่มย่อย ๆ ตามความสนใจเฉพาะตัวของตนเอง เปิดโอกาสให้ผู้เล่นได้ประลองฝีมือว่าใครจะเป็นผู้ที่เข้าใจและสามารถตอบสนองได้ “โดนใจ” ผู้ชมมากกว่า

Netflix นำทัพลงทุน หนุนคอนเทนต์ “รสไทย” ผงาดเวทีโลก

แรงขับเคลื่อนที่โดดเด่นชัดเจนยิ่งขึ้นในสมรภูมิสตรีมมิ่งคือ คอนเทนต์ท้องถิ่น (Local Content) ที่ถูกยกระดับเป็นแกนหลักของกลยุทธ์ด้านคอนเทนต์ โดย “คอนเทนต์รสไทย” สามารถสร้างทั้งอัตราการรับชม การมีส่วนร่วม และความผูกพันระยะยาวกับแพลตฟอร์มได้ดีกว่าคอนเทนต์นำเข้าเพียงอย่างเดียว เนื่องจากการเล่าเรื่อง (Storytelling) แบบไทย ๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องราวเกี่ยวกับเทศกาล ประเพณี หรือความสัมพันธ์ในครอบครัว เป็นสิ่งที่เข้าถึงใจและทำให้ผู้ชมชาวไทย “อิน” ได้ไม่ยาก

นอกจากนี้ เมื่อรวมกับปัจจัยเสริมที่สำคัญอื่น ๆ โดยเฉพาะการสนับสนุนจากภาครัฐ จึงช่วยกระตุ้นให้แพลตฟอร์มระดับโลกอย่าง Netflix, Disney+ และ Amazon Prime Video หันมาทุ่มลงกับการผลิต Local Content

จนส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนในคอนเทนต์สตรีมมิ่งเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเติบโตจาก 105 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2565 มาเป็นประมาณ 195 ล้านดอลลาร์สหรัฐในปี 2568 ซึ่งในจำนวนนี้เป็นงบประมาณจาก Netflix เพียงรายเดียวถึงประมาณ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

Photo Credit: รายงาน “Netflix ในประเทศไทย - พลังขับเคลื่อนอนาคตจากการเล่าเรื่องท้องถิ่น”

รายงาน “Netflix ในประเทศไทย: พลังขับเคลื่อนอนาคตจากการเล่าเรื่องท้องถิ่น” ระบุว่า ระหว่างปี 2564-2567 Netflix ได้ทุ่มงบลงทุนในคอนเทนต์ไทยรวมแล้ว 200 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และประสบความสำเร็จอย่างสูงจนมีผลงานจากประเทศไทยมากกว่า 15 เรื่อง ที่สามารถทะยานขึ้นไปติดอันดับ Global Top 10 ในหมวดรายการภาษาต่างประเทศ (Non-English) เช่น สืบสันดาน (Master of the House) ในปี 2567 และ สงครามส่งด่วน (Mad Unicorn) ในปี 2568 โดยมียอดชั่วโมงการรับชมคอนเทนต์ไทยบน Netflix รวมสูงถึง 750 ล้านชั่วโมง

เราได้ร่วมงานกับผู้สร้างสรรค์คอนเทนต์ชาวไทยมากฝีมือ เพื่อนำเสนอเรื่องราวอันเป็นเอกลักษณ์ที่สะท้อนถึงความเป็นไทยและเชื่อมโยงกับผู้ชมได้อย่างแท้จริง"

คุณมาโลบิกา (เมล) บาเนอร์จี ผู้อำนวยการอาวุโสฝ่ายคอนเทนต์ ประจำภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ Netflix กล่าวในงานแถลงข่าวเปิดตัวรายงานฉบับดังกล่าวเมื่อเดือนสิงหาคม 2568 ที่กรุงเทพฯ

● iQIYI ฐานะตลาดต่างประเทศอันดับหนึ่ง

ขณะที่ iQIYI แพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์ระดับเอเชีย เป็นผู้เล่นอีกรายที่รุกลงทุนผลิต Original Content ในประเทศไทย โดยคุณหยางเซี่ยงหัว ประธานกลุ่มธุรกิจภาพยนตร์และต่างประเทศ กล่าวในงาน iQIYI iJOY 2026 ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2568 ว่า iQIYI ประเทศไทยเติบโตอย่างมีนัยสำคัญทั้งในด้านจำนวนสมาชิกและรายได้เมื่อเทียบกับปีก่อน ตลอดช่วงปี 2568 ประเทศไทยกลายเป็นตลาดต่างประเทศที่ทำรายได้สูงสุดของบริษัท โดยมีไลน์อัปซีรีส์ไทยกว่า 40 เรื่องที่เปิดตัวบน iQIYI Thailand และหลายเรื่องเป็น iQIYI Original

Photo Credit: iQIYI iJOY 2026 [PR Newswire]

สำหรับในปี 2569 นี้ iQIYI มีแผนเพิ่มการลงทุนในไทย พร้อมตั้งเป้าเพิ่มจำนวน iQIYI Original เป็นสองเท่า ควบคู่กับการเดินหน้าพัฒนาโปรเจกต์ “iQIYI Starship” เพื่อพาศิลปินจีนและศิลปินไทยสู่ตลาดสากล และร่วมผลิตคอนเทนต์คุณภาพกับสตูดิโอชั้นนำของไทย

● มุมมองนักวิชาการต่อศักยภาพคอนเทนต์ไทย

ผศ.ดร.คันธิรา ฉายาวงศ์ จากคณะวารสารศาสตร์ฯ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวกับดาต้าเซ็ตถึงเรื่องนี้ว่า ตลาดไทยเป็นตลาดที่น่าสนใจมาก มีฐานผู้ชมจำนวนมาก และมียอดวิวสูงมาก บางคอนเทนต์สามารถทำยอดวิวได้หลายร้อยล้านวิว นอกจากนี้ คนไทยมีส่วนร่วมกับประเด็นดราม่าและมีความเห็นอกเห็นใจสูง ทำให้คอนเทนต์ที่มี Storytelling สร้างความเชื่อมโยงทางอารมณ์ได้ดี สามารถประสบความสำเร็จได้ง่ายในตลาดไทย ดังนั้น การที่แพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกหันมาให้ความสำคัญกับ Local Content ของไทย จึงแสดงให้เห็นถึงศักยภาพของตลาดและความสามารถของผู้ผลิตคอนเทนต์ไทยที่สามารถแข่งขันในเวทีโลกได้

“ซีรีส์วาย” สายเลือดไทย ปลดล็อกคอนเทนต์ไทยสู่สากล

หากเจาะลึกประเภทของคอนเทนต์ไทยที่ประสบความสำเร็จไม่เพียงเฉพาะตลาดในประเทศ แต่ยังสามารถสร้างฐานคนดูที่แข็งแกร่งในต่างประเทศด้วยนั้น คอนเทนต์แนว BL (Boys’ Love) และ GL (Girls’ Love)  ยังคงเป็นหนึ่งในจุดแข็งและแรงขับเคลื่อนหลักของอุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทย โดยครองส่วนแบ่งตลาด 24% ตามมาด้วยแนวเลิฟดราม่า (22%) และแนวสยองขวัญ (19%) ตามการรายงานของ Media Partners Asia (MPA)

บทวิเคราะห์จาก SCB EIC ระบุว่า ที่ผ่านมารายได้รวมของผู้ผลิตภาพยนตร์และซีรีส์วายของไทยเติบโตแบบก้าวกระโดด และมีแนวโน้มขยายตัวต่อเนื่องราว 17% เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า คิดเป็นมูลค่ารวมมากกว่า 4,900 ล้านบาทในปี 2568

Photo Credit: SCB EIC, ไขความลับซีรีส์วายไทย เหตุใดจึงติดเทรนด์โลก

● ตลาดต่างประเทศและบทบาทภาครัฐในการผลักดัน

ปัจจัยสนับสนุนสำคัญคือ การที่สื่อบันเทิงของไทยสามารถเข้าถึงผู้ชมเป้าหมายในต่างประเทศได้ง่ายขึ้นผ่านสตรีมมิ่งแพลตฟอร์ม สอดคล้องกับกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP) กระทรวงพาณิชย์ ที่เปิดเผยว่า ซีรีส์วายไทยยังคงได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคเอเชีย โดยเฉพาะในประเทศญี่ปุ่น ผ่านการรับชมผ่านสตรีมมิ่งแพลตฟอร์มยอดนิยมทั้งระดับโลกและระดับภูมิภาค เช่น YouTube, WeTV, Viu รวมถึงแพลตฟอร์มที่นำเสนอเนื้อหาเฉพาะกลุ่ม LGBTQIA+ อย่าง GagaOOLala ของไต้หวัน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการขยายการเข้าถึงคอนเทนต์

สำหรับในปี 2569 นี้ DITP จะยังคงเดินหน้าเจาะตลาดซีรีส์วายไทยเป็นรายประเทศ โดยมุ่งเป้าตลาดศักยภาพ ได้แก่ เม็กซิโก บราซิล ออสเตรเลีย สหราชอาณาจักร และสเปน ผ่านการจัดกิจกรรมส่งเสริมตลาดในต่างประเทศ จำนวน 6 โครงการ ควบคู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์ผ่านกิจกรรม Friend of Thailand และการจำหน่ายสินค้าจากซีรีส์ผ่านแพลตฟอร์ม thaitrade.com

ถอดรหัส ทำไมซีรีส์วายของไทยจึงได้รับความนิยม

ในงานสัมมนา “Unlock 60: Keys to the Betterverse of Communication ปลดล็อกคีย์เวิร์ดสู่อนาคตการสื่อสาร” จัดโดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เมื่อเดือนกันยายน 2568 คุณผ่านศึก ธงรบ ผู้บริหาร iQIYI Thailand ได้ถอดสูตรสำเร็จที่ทำให้คอนเทนต์วายไทยได้รับกระแสตอบรับที่ดีทั้งตลาดในประเทศและตลาดโลกไว้ดังนี้

1) Sex/Love: จากเดิมที่ละครมีตัวเอกเป็นชายกับหญิง พอเปลี่ยนมาเป็นชายชาย จึงเป็นปัจจัยที่ดึงดูดผู้ชมได้ในระยะแรก แต่เมื่อมองลึกลงไปแล้ว ซีรีส์วายก็เป็นอีกหนึ่งวิธีในการบอกเล่าเรื่องราวความรัก ซึ่งเป็นภาษาสากลที่สื่อสารได้ง่าย และด้วยเสน่ห์บางอย่างของวัฒนธรรมบ้านเราก็ทำให้ซีรีส์วายมี “รส” กลมกล่อม และสามารถดึงดูดความสนใจจากแฟน ๆ ต่างชาติได้

2) BL vs Gay Series: ซีรีส์วายหรือ BL กับซีรีส์เกย์ อาจไม่แตกต่างกันหากมองจากมิติของสังคม แต่แท้จริงแล้วซีรีส์สองกลุ่มนี้มีขอบเขตบางอย่างอยู่ ด้วยความที่ผู้รับชมคอนเทนต์ประเภทซีรีส์วายส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ดังนั้นการที่ซีรีส์วายทำมาแรงมากเกินไปจนก้าวข้ามเส้นอะไรบางอย่างในความรู้สึกของผู้ชม ผู้ชมก็อาจมองว่าเป็นซีรีส์เกย์ และทำให้จำนวนผู้ชมลดลงได้

3) Female Engagement: อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่น่าจะเป็นสูตรสำเร็จของซีรีส์วายไทย นั่นคือความรู้สึกของการมีส่วนร่วม ซึ่งซีรีส์วายมีข้อได้เปรียบจากการมีฐานแฟน ๆ เป็นผู้หญิง และตัวละครที่ไม่ถูกกำหนดตีกรอบด้วยเพศ ทำให้ผู้ชมสามารถแทนตัวเองเข้าไปเป็นตัวละครหนึ่งของเรื่องได้ง่ายขึ้น

4) Marketing: ซีรีส์วายไทยมีการทำการตลาดที่แข็งแกร่ง ซึ่งเป็นจุดที่ประเทศอื่น ๆ มีน้อย หรืออาจไม่มีเลย ทั้งยังมีกลุ่ม “สาววาย” ที่ช่วยส่งออกคอนเทนต์จึงช่วยให้เติบโตได้ดี นอกจากนี้ ซีรีส์วายบางเรื่องยังเริ่มวางแผนการตลาดตั้งแต่ตอนสร้างสรรค์คอนเทนต์ จึงทำให้ซีรีส์เรื่องนั้น ๆ มีความน่าสนใจและแตกต่างจากเรื่องอื่น ๆ

5) Local-Global Pitching: การนำเสนอเองก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่เป็นที่จับตามองในปัจจุบัน เพราะผู้ชมมีเวลา 24 ชั่วโมงเท่ากัน การจะเลือกดูอะไรสักอย่างจำเป็นต้องคุ้มค่ากับเวลา ดังนั้นการนำเสนอจึงต้องดึงดูดความสนใจให้ได้ในเวลาสั้น ๆ

คุณผ่านศึก ธงรบ ผู้บริหาร iQIYI Thailand งานสัมมนา “Unlock 60: Keys to the Betterverse of Communication ปลดล็อกคีย์เวิร์ดสู่อนาคตการสื่อสาร” จัดโดยคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย [กันยายน 2568]

● ขยายการเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ แต่ไม่ทิ้งฐานแฟนเดิม

นอกจากนี้ คุณผ่านศึกยังเสนออีกว่า ในยุคที่ภูมิทัศน์สื่อเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ผู้สร้างคอนเทนต์ไทยจำเป็นต้องใช้กลยุทธ์ที่สมดุลระหว่างการสำรวจสิ่งใหม่และการรักษาจุดแข็งเดิม กลยุทธ์ “เขย่งก้าว แต่ยังยืนพื้นเดิม” หมายถึงการทดลองทำเนื้อหาที่แปลกใหม่เพื่อเข้าถึงผู้ชมกลุ่มใหม่ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละทิ้งฐานแฟนเดิมที่เป็นรากฐานสำคัญของความสำเร็จ

ไม่ใช่ทุกโปรเจกต์ที่จะต้องมุ่งสู่ตลาดโลก แต่หากต้องการเข้าสู่เวทีสากล ผู้สร้างจำเป็นต้องศึกษาและเข้าใจรสนิยมของผู้ชมต่างชาติอย่างลึกซึ้ง การรักษาสมดุลนี้จะช่วยให้อุตสาหกรรมคอนเทนต์ไทยสามารถเติบโตอย่างยั่งยืนและพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงที่รุนแรงขึ้นในอนาคต"

มุมมองดังกล่าวสอดคล้องกับ SCB EIC ที่วิเคราะห์ว่า หนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ส่งเสริมให้ซีรีส์วายไทยยังคงได้รับความนิยมต่อเนื่องทั้งในและต่างประเทศ คือ การสร้างสรรค์ผลงานแปลกใหม่ตลอดเวลา โดยนอกจากความรักสดใสของกลุ่มวัยรุ่นแล้ว ปัจจุบันยังมีซีรีส์วายไทยหลากหลายแนวให้ผู้ชมเลือกมากขึ้น ทั้งแอ็กชัน สืบสวนสอบสวน แฟนตาซี ดราม่า ตีแผ่ปัญหาสังคม เช่น ความหลากหลายทางเพศ เป็นต้น

ขณะเดียวกัน กลยุทธ์แฟนเซอร์วิส (Fan service) หรือการแสดงออกอย่างเปิดเผยถึงความสนิทสนมของนักแสดงวายในงานอีเวนต์ต่าง ๆ เช่น งานเปิดตัวซีรีส์และงานแฟนมีต ทำให้ผู้ชม “จิ้น” หรือจินตนาการ (Imagine) ถึงความสัมพันธ์ของนักแสดง จึงเป็นอีกแรงเสริมที่ทำให้ซีรีส์วายและนักแสดงของไทยได้รับความนิยมเกินคาด

iQIYI & WeTV: ศึกชิงเจ้าแห่งแพลตฟอร์ม BL/GL

ด้วยมูลค่าตลาดกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี ครองส่วนแบ่งตลาดซีรีส์วายในเอเชียถึง 53% และถูกซื้อลิขสิทธิ์ไปเผยแพร่ในกว่า 190 ประเทศ ตอบรับกับกระแสความนิยม “การเล่าเรื่องสไตล์เอเชีย” (Asian Storytelling) ที่กำลังเติบโตไปทั่วโลก ทำให้สองแพลตฟอร์มสัญชาติจีนเปิดเกมรุกอย่างหนักเพื่อแย่งชิงฐานแฟนคลับกลุ่มนี้:

● iQIYI ชูโมเดลแบ่งปันรายได้ผู้ผลิตซีรีส์วายไทย

หลังจากประสบความสำเร็จกับซีรีส์วายสายเลือดไทยที่กลายเป็นปรากฏการณ์สุดไวรัลในปี 2568 อย่างเรื่อง “เขมจิราต้องรอด” ผลงานการผลิตโดย Mandee Work ที่ขึ้นแท่นซีรีส์อันดับ 1 ทุบสถิติทั้งยอดรับชมและผู้รับชมสูงสุดตลอดกาลในไทยและทั่วโลกตั้งแต่ซีรีส์เริ่มออกอากาศบนแอป iQIYI

iQIYI เดินหน้าสานต่อความสำเร็จร่วมกับผู้ผลิตซีรีส์วายไทย ด้วยการเปิดตัว “Revenue Sharing Model” โดยเสนอส่วนแบ่งรายได้ให้ผู้ผลิตสูงสุดถึง 70% สำหรับเนื้อหาแบบเอ็กซ์คลูซีฟ ซึ่งถือเป็นอัตราที่สูงอันดับต้น ๆ ในอุตสาหกรรม เพื่อสร้างแรงจูงใจทางการเงินให้แก่ผู้ผลิตในการสร้างสรรค์ผลงานคุณภาพ

● WeTV วางกลยุทธ์ 3C พร้อมเป้าหมายศูนย์รวมซีรีส์ยูริอันดับ 1

ด้าน WeTV ประกาศแผนธุรกิจปี 2569 ภายใต้แนวคิด 3C ตั้งเป้าเป็น “The Biggest Hub of Girl’s Love Content” ด้วยไลน์อัปยูริ 8 เรื่อง และวาย 6 เรื่อง พร้อมใช้กลยุทธ์ “Connect” ผ่านกิจกรรม O2O (Online to Offline) เช่น งานแฟนมีตติ้งศิลปินจีนในไทย และทริปพาแฟนคลับไปประเทศจีน เพื่อมัดใจและสร้างความผูกพันกับฐานแฟนด้อม และ “Co-Create” ด้วยการเปิดตัวโครงการ “Shorts x WeTV” เพื่อสนับสนุนครีเอเตอร์และพันธมิตรในการผลิตคอนเทนต์สั้นคุณภาพสูงสำหรับตลาดโลก 

ทั้งนี้ หลังผลประกอบการปี 2568 โดดเด่นด้วยยอดสมาชิกจ่ายเงินโตขึ้น 40% และรายรับจากค่าสมาชิกเพิ่มขึ้นถึง 45% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมา WeTV ตั้งเป้าหมายความสำเร็จในปี 2569 ด้วยการเพิ่มรายได้รวมอีก 20% และยอดดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเติบโต 30% ท่ามกลางการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดวิดีโอสตรีมมิ่งภูมิภาคเอเชีย

“ซีรีส์จีน” มาแรง แซงเกาหลี

แม้คอนเทนต์ไทยยังคงเป็นปัจจัยดึงดูดสมาชิกใหม่ (Customer Acquisition) ให้กับแพลตฟอร์มต่าง ๆ โดยมีส่วนแบ่งสูงถึง 35% ตามมาด้วยซีรีส์จีน (24%), ซีรีส์เกาหลี (20%) และแอนิเมชัน (14%)

แต่หากวัดจากปริมาณการรับชมและระดับการมีส่วนร่วม (Engagement) พบว่า ซีรีส์จีน (C-drama) กลายเป็นหมวดหมู่คอนเทนต์ที่ใหญ่ที่สุดในไทยด้วยส่วนแบ่ง 30% ตามมาด้วยละครไทย (21%), แอนิเมชัน (20%) และซีรีส์เกาหลี (17%) 

Media Partners Asia (MPA) วิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ซีรีส์จีนได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นไว้ 3 ประการ ได้แก่ ความคุ้มค่า: ราคาลิขสิทธิ์ถูกกว่าและซื้อง่ายกว่า เมื่อเทียบกับซีรีส์เกาหลีที่การคุ้มทุน (ROI) เริ่มเป็นประเด็นท้าทายสำหรับแพลตฟอร์มที่อยู่นอกระบบนิเวศของ Netflix, อิทธิพลทางวัฒนธรรม: มีการคาดการณ์ว่าในอีก 5-10 ปีข้างหน้า ซีรีส์จีนจะยิ่งมีอิทธิพลมากขึ้น และ การเข้าถึง: คอนเทนต์จีนจำนวนมากถูกรับชมผ่านระบบดูฟรี (Free tier) ซึ่งต่างจากคอนเทนต์เกาหลีที่มีให้ดูฟรีไม่มากนัก

Viu จับกระแส “ละครสั้น” ฟีเวอร์ ส่งฟีเจอร์ “Viu Shorts” บุกตลาด

ขณะเดียวกัน MPA ยังตั้งข้อสังเกตถึงกระแส ละครสั้น (Microdrama) ที่กำลังได้รับความสนใจอย่างมากจากกลุ่มผู้ชมสตรีมมิ่งแบบดูฟรีในไทย เช่นเดียวกับที่เกิดขึ้นในหลายตลาดทั่วเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 

ดาต้าเซ็ตเปิดเผยข้อมูลจากเว็บไซต์ Real Reel เมื่อเดือนกรกฎาคม 2568 ว่า ไทยติดหนึ่งใน 10 อันดับแรกของโลกด้านยอดดาวน์โหลดละครสั้นแนวตั้ง โดยเฉพาะคอนเทนต์จากจีนที่กำลังมีบทบาทสำคัญในตลาดซีรีส์แนวตั้งของไทย ขณะที่ข้อมูลจากสำนักงานส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ณ เมืองเซี่ยเหมิน (DITP Xiamen) คาดการณ์ว่า ตลาดละครสั้นทั่วโลกจะมีมูลค่าทะลุ 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในสามปีข้างหน้า

Photo Credit: ThaiPR.NET - Viu (วิว) ขยายฐานสู่สมรภูมิ Short-form เปิดตัว “Viu Shorts”

Viu จึงขยับตัวรับกระแสนี้อย่างจริงจัง ด้วยการเปิดศักราชใหม่ 2569 กับฟีเจอร์ “Viu Shorts” ซึ่งนำเสนอละครสั้น ความยาวตอนละ 1-3 นาที เพื่อตอบโจทย์พฤติกรรม Mobile-first และ On-the-go ของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน อีกทั้งยังเข้ามาช่วยเติมเต็มคลังคอนเทนต์ซีรีส์และภาพยนตร์รูปแบบฟอร์มยาวระดับพรีเมียมของ Viu ด้วย

เจนิส ลี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ Viu เผยว่า ฟีเจอร์ดังกล่าวถูกพัฒนาภายใต้โมเดล Freemium ที่เปิดให้ผู้ใช้ทั่วไปชมเนื้อหาบางส่วนได้ฟรีแบบมีโฆษณา ขณะเดียวกันก็เชื่อมต่อกับระบบสมาชิกของแพลตฟอร์มหลักอย่าง Viu ได้อย่างไร้รอยต่อ สะท้อนความพยายามของแพลตฟอร์มในการขยายฐานผู้ชมจากกลุ่มดูฟรีไปสู่การสร้างโอกาสด้านการสร้างรายได้ในระยะยาว

การจัดทัพใหม่ของยักษ์ใหญ่ฝั่งตะวันตก Disney+ และ HBO Max

ท่ามกลางการปรับตัวคึกคักของแพลตฟอร์มไทยและเอเชีย ปี 2568-2569 ยังเป็นปีแห่งการรีแบรนด์เพื่อรวมศูนย์ความพรีเมียมและการบริหารต้นทุนของแพลตฟอร์มระดับโลกจากฝั่งตะวันตกด้วย:

● Disney+ Hotstar ผนึก Hulu รีแบรนด์เป็น “Disney+”

ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 เป็นต้นไป แพลตฟอร์ม “Disney+ Hotstar” ในประเทศไทย เปลี่ยนโฉมใหม่ภายใต้ชื่อ “Disney+” อย่างเป็นทางการ  การเปลี่ยนแปลงที่สำคัญคือการนำแบรนด์ความบันเทิงระดับโลกอย่าง “Hulu” เข้ามาแทนที่แบรนด์ “Star” เดิม ซึ่งจะทำให้สมาชิกเข้าถึงเนื้อหาที่กว้างขึ้น ทั้งภาพยนตร์ฮอลลีวูด ซีรีส์เกาหลี ญี่ปุ่น และออริจินัลคอนเทนต์จากอเมริกา เพื่อยกระดับประสบการณ์การใช้งานให้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วโลก พร้อมทั้งมีการปรับโครงสร้างราคาและมาตรการป้องกันการแชร์รหัสผ่านอย่างเข้มงวดมากขึ้น

Photo Credit: Disney+

● การกลับมาของ HBO Max

หลังจากเปิดตัวแพลตฟอร์ม “Max” ในประเทศไทยอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤศจิกายน 2567 เพื่อแทนที่ HBO Go และ Discovery+ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดในเดือนตุลาคม 2568 Warner Bros. Discovery ได้ปรับเปลี่ยนชื่อบริการสตรีมมิ่งให้กลับมาเป็น “HBO Max” อีกครั้ง เพื่อเน้นย้ำถึงความพรีเมียมและความโดดเด่นของเนื้อหา ซึ่งรวมถึงภาพยนตร์บล็อกบัสเตอร์และซีรีส์ระดับตำนาน 

อีกหนึ่งความเคลื่อนไหวสำคัญในการกลับมาครั้งนี้ คือการที่ HBO Max ผนึกกำลังกับ Viu ออกแพ็กเกจสำหรับห้าประเทศอาเซียน รวมถึงไทย เพื่อรวมคอนเทนต์ฮอลลีวูดและเอเชียในแพ็กเกจเดียว พร้อมทั้งลงนาม MOU ร่วมทุนกับ True CJ และ Gear Head และ 9Naa Production ผลิตภาพยนตร์สยองขวัญไทยเพื่อส่งออกตลาดเอเชียและผลักดันผลงานเข้าร่วมเทศกาลภาพยนตร์ระดับโลก ATF 2025, FILMART 2026 และ Busan IFF 2026

YouTube ยืนหนึ่งแพลตฟอร์มสร้าง ROI สูงสุด พร้อมลุยวิดีโอคอมเมิร์ซ

YouTube ครองแชมป์แพลตฟอร์มอันดับ 1 ที่สร้างผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) สูงที่สุด เมื่อเทียบกับสื่อดิจิทัลประเภทอื่น โดยข้อมูลจากงาน YouTube Works Awards Thailand 2025 ระบุว่า YouTube สามารถสร้าง ROI ได้สูงกว่าสื่อโทรทัศน์ถึง 2.9 เท่า และสูงกว่าแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียอื่น ๆ 1.6 เท่า สะท้อนถึงประสิทธิภาพของวิดีโอคอนเทนต์ที่เข้าถึงผู้ชมในวงกว้าง ควบคู่กับความน่าเชื่อถือของครีเอเตอร์ที่มีอิทธิพลต่อการตัดสินใจของผู้บริโภคอย่างชัดเจน

YouTube ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเพียงแพลตฟอร์มเพื่อความบันเทิงอีกต่อไป แต่กลายเป็นแหล่งข้อมูลสำหรับการค้นหาและตัดสินใจซื้อสินค้า

โดย 92% ของคนไทยใช้ YouTube เพื่อค้นหาข้อมูลเพิ่มเติมในสิ่งที่พวกเขาสนใจอย่างเจาะลึกยิ่งขึ้น อีกทั้งผู้ชมชาวไทยถึง 88% ระบุว่ามีความเชื่อมั่นในครีเอเตอร์บน YouTube และเวลาในการรับชมคอนเทนต์ที่เกี่ยวข้องกับการช็อปปิงเติบโตขึ้นมากกว่า 400% ภายในปีเดียว ปัจจัยเหล่านี้ผลักดันให้ วิดีโอคอมเมิร์ซ (Video Commerce) กลายเป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมคอนเทนต์ การตลาด และการขายเข้าด้วยกันบนแพลตฟอร์มเดียว

● ต่อยอดความสำเร็จกับ YouTube Shopping

เพื่อต่อยอดศักยภาพดังกล่าว YouTube ได้พัฒนาเครื่องมือด้านคอมเมิร์ซอย่างต่อเนื่อง ผ่านโปรแกรม YouTube Shopping Affiliate ที่เปิดโอกาสให้ครีเอเตอร์สามารถติดแท็กสินค้าในวิดีโอและสร้างรายได้จากค่าคอมมิชชันโดยตรง โดยในเดือนตุลาคม 2567 YouTube ได้เริ่มความร่วมมือกับ Shopee ในประเทศไทย ซึ่งถือเป็นก้าวแรกของการวางโครงสร้างวิดีโอคอมเมิร์ซอย่างเป็นทางการในตลาดไทย ก่อนจะขยายความร่วมมือไปยังพันธมิตรอีคอมเมิร์ซรายอื่น

Photo Credit: Shopee

สงครามลิขสิทธิ์กีฬาเปลี่ยนโฉมหน้าตลาด

การเปลี่ยนมือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลพรีเมียร์ลีกอังกฤษ (EPL) กลายเป็นหนึ่งในจุดเปลี่ยนสำคัญของอุตสาหกรรมสื่อไทยในปี 2568 เมื่อ บริษัท จัสมิน อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) หรือ JAS ก้าวขึ้นมาเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์หลักในประเทศไทยเป็นระยะเวลา 6 ฤดูกาล (2025–2031) ด้วยมูลค่าการลงทุนราว 19,000 ล้านบาท โดยถ่ายทอดผ่าน MONOMAX ร่วมกับ AIS PLAY พร้อมตั้งเป้าดึงดูดสมาชิกระดับ 3 ล้านราย เพื่อสร้าง New S-Curve ให้กับกลุ่มธุรกิจในระยะยาว 

นอกจากนั้น AIS PLAY ยังเดินหน้ารุกคอนเทนต์กีฬาระดับโลกอย่างต่อเนื่อง ด้วยการคว้าลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด เทนนิส ATP Tour ครบ 59 รายการตลอดปี 2569 รวมถึงความร่วมมือระหว่าง AIS, GULF และ JAS ในการถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดฟุตบอลไทยลีก เป็นระยะเวลา 4 ฤดูกาล ซึ่งสะท้อนความพยายามในการสร้างพอร์ตคอนเทนต์กีฬาที่หลากหลาย ครอบคลุมทั้งระดับโลกและระดับท้องถิ่น

● TrueVisions สู้สุดตัว ตอกย้ำตำแหน่ง “King of Sports”

อย่างไรก็ดี เพื่อรักษาบัลลังก์ผู้นำตลาดกีฬา หรือ “King of Sports” TrueVisions ได้แก้เกมหลังเสียลิขสิทธิ์ EPL ด้วยการเปิดตัว “TrueVisions NOW” ภายใต้แนวคิด “NOWtainment – All You Need in One” วางตำแหน่งเป็นแพลตฟอร์ม Super Aggregator ที่รวมคอนเทนต์บันเทิงมากกว่า 2,000 เรื่อง คิดเป็นเวลากว่า 30,000 ชั่วโมง และการแข่งขันกีฬามากกว่า 11,000 แมตช์ 

จุดเด่นสำคัญคือการรวมแพลตฟอร์มสตรีมมิ่งระดับโลกอย่าง iQIYI, WeTV, MAX, Viu และ Netflix ไว้ในแอปเดียว ขณะที่ True ยังคงถือครองลิขสิทธิ์กีฬาระดับท็อปของโลก ไม่ว่าจะเป็น UEFA Champions League, La Liga, Serie A, Formula 1, MotoGP รวมถึงเทนนิสแกรนด์สแลมทั้ง 4 รายการ และยังเป็นผู้ถือลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสด ซีเกมส์ 2025 ในระบบ OTT ทางช่องทางออนไลน์เพียงรายเดียวในประเทศไทย

Photo Credit: ThaiPR - “ทรูวิชั่นส์ นาว” โฉมใหม่! “The NEW is NOW”

● Must Have Rule กับทิศทางตลาดในอนาคต

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อาจเร่งการเปลี่ยนผ่านของตลาด คือ มติของ กสทช. ที่ถอดฟุตบอลโลก 2026 ออกจากกฎ “Must Have” ซึ่งเปิดทางให้ลิขสิทธิ์กีฬาระดับเมกะอีเวนต์สามารถเคลื่อนเข้าสู่โมเดล Pay-TV และสตรีมมิ่ง ได้อย่างเต็มรูปแบบมากขึ้นในอนาคต ส่งผลให้การแข่งขันด้านลิขสิทธิ์กีฬาในไทยมีแนวโน้มทวีความเข้มข้น ทั้งในมิติของราคา กลยุทธ์แพลตฟอร์ม และการแย่งชิงฐานสมาชิก

AI ปฏิวัติประสบการณ์สตรีมมิ่ง

เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์เริ่มก้าวข้ามจากการเป็นเพียงเครื่องมือสนับสนุน (AI Tool) ไปสู่การทำหน้าที่เสมือน “ผู้ร่วมงาน” (AI Team) ที่มีบทบาทในกระบวนการคิด วิเคราะห์ และสร้างประสบการณ์การรับชมควบคู่กับมนุษย์มากขึ้น เช่น:

  • เข้าใจอารมณ์คนดูมากขึ้น: ระบบแนะนำคอนเทนต์กำลังพัฒนาไปสู่การคาดเดาอารมณ์และแผนการดูของผู้ชมได้แบบเรียลไทม์ แทนการพึ่งพาเพียงประวัติการรับชมแบบเดิม ตัวอย่างในไทย TrueID นำ AI มาวิเคราะห์และแบ่งกลุ่มผู้ใช้เป็น 10 บุคลิก (Persona) เช่น กลุ่มบ้าอนิเมะ หรือกลุ่มล่ารางวัล เพื่อส่งคอนเทนต์ให้ตรงใจผู้ชมแต่ละรายมากที่สุด ซึ่งจะช่วยยกระดับประสบการณ์การใช้งาน และเพิ่มความพึงพอใจของผู้ชมโดยรวม
  • ทำลายกำแพงภาษาและรูปแบบการรับชม: การพากย์เสียงไทยยุคใหม่จะฟังเป็นธรรมชาติมากขึ้นด้วยเทคโนโลยี AI Dubbing และ Voice Cloning ที่สามารถรักษาโทนเสียงเดิมของนักแสดงระดับโลกไว้ได้ แต่เปลี่ยนเป็นภาษาไทยได้อย่างแนบเนียน เช่น แพลตฟอร์มอย่าง Viu ได้เริ่มทดลองใช้ AI พากย์เสียงภาษาถิ่นแล้ว ขณะที่ WeTV ใช้ AI ปรับขนาดวิดีโอเป็นแนวตั้งอัตโนมัติ เพื่อตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ที่เน้นดูผ่านมือถือเป็นหลัก
  • ช็อปปิงได้ทันทีไม่ต้องกดออกจากแอป: พฤติกรรมการช็อปปิงขณะดูวิดีโอจะสะดวกขึ้นมากด้วยแนวคิด Zero-click commerce ที่ AI เข้ามาช่วยเชื่อมประสบการณ์การรับชมกับการตัดสินใจซื้อแบบไร้รอยต่อในหน้าจอเดียว ซึ่งสอดรับกับการที่ YouTube Shopping จับมือกับ Shopee และ Lazada ในไทย เพื่อเปลี่ยนวิดีโอให้กลายเป็นหน้าร้านดิจิทัลที่ผู้ชมสามารถซื้อของได้ง่าย ๆ 
  • เข้าใจบริบทวัฒนธรรม: ประเทศไทยได้เริ่มพัฒนาโมเดลภาษาขนาดใหญ่อย่าง Pathumma LLM และ ThaiLLM เพื่อให้ AI เข้าใจภาษาและวัฒนธรรมไทยที่มีความเฉพาะตัว เช่น เข้าใจบริบทคำแสลงหรือวิถีชีวิตของคนไทย ซึ่งอาจช่วยลดการพึ่งพาโมเดลจากต่างประเทศ พร้อมสร้างอำนาจอธิปไตยทางปัญญาประดิษฐ์ให้กับอุตสาหกรรมสื่อไทยได้ในระยะยาว

ทิศทางตลาดสตรีมมิ่งไทยปี 2569

ปี 2569 สมรภูมิสตรีมมิ่งไทยจะยิ่งมีความหลากหลายและซับซ้อนมากขึ้น จากการที่ผู้เล่นในตลาดเลือกยืนในจุดแข็งของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นคอนเทนต์ “รสไทย” คอนเทนต์เฉพาะกลุ่มอย่างซีรีส์วาย–ยูริ ซีรีส์จีน ละครสั้นแนวตั้ง หรือคอนเทนต์กีฬา ภายใต้สภาพตลาดที่ไม่มีผู้ชนะกินรวบ ความสามารถในการเข้าใจผู้ชมอย่างลึกซึ้งและบริหาร Niche Audience จะกลายเป็นปัจจัยสร้างความได้เปรียบในยุคที่ตลาดสตรีมมิ่งไทยก้าวจากการขยายตัวเชิงปริมาณ สู่การวัดผลเชิงคุณภาพ

ขณะเดียวกัน AI จะเข้ามามีบทบาทยกระดับประสบการณ์สตรีมมิ่งไปอีกระดับ ตั้งแต่ระบบแนะนำคอนเทนต์ที่เข้าใจบริบทและอารมณ์ผู้ชม การพากย์เสียงและแปลคอนเทนต์ที่ช่วยลดต้นทุนและขยายการเข้าถึง ไปจนถึงวิดีโอคอมเมิร์ซที่เชื่อมการดู การตลาด และการซื้อไว้ในแพลตฟอร์มเดียว เปลี่ยนคนดู จากการเป็นแค่ “Viewer” สู่การเป็น “Fandom” และ “Shopper”

ภาพรวมทั้งหมดสะท้อนว่า การแข่งขันในปี 2569 จะไม่ใช่คำถามว่าใคร “ใหญ่ที่สุด” แต่คือใครสามารถผสานคอนเทนต์ เทคโนโลยี และความเข้าใจผู้ชมได้ลึกและแม่นยำที่สุด เพื่อเข้าไปอยู่ใน “ทุกจังหวะชีวิต” ของผู้บริโภคได้อย่างแนบเนียน ซึ่งจะยกระดับการมีส่วนร่วมและสนับสนุนการเติบโตของรายได้ในระยะยาว

อ้างอิง

Part – ตลาดสตรีมมิ่งไทยโตแกร่ง สวนทางเศรษฐกิจ

  • We Are Social & Meltwater, Digital 2026: Thailand 
  • PwC, PwC ชี้รายได้อุตสาหกรรมความบันเทิง-สื่อไทยปี 68 ทะลุ 7 แสนล้านบาท แม้ศก. ซบ OTT-โฆษณาออนไลน์ยังโต หนุน AI ยกระดับประสบการณ์ผู้ใช้ 
  • Thailand Business News, Thailand Leads Southeast Asia’s Premium Streaming Market with Government Backing and Global Investment

 

Part – แพลตฟอร์มแข่งดุ ทั้งอินเตอร์ ไทย จีน ร่วมวงชิงเค้ก

  • Asia Video Industry Association, The Asia Video Industry Report 2026
  • Deadline, Thailand Emerges As Biggest Premium SVOD Market In Southeast Asia – MPA Research

 

Part- Netflix นำทัพลงทุน หนุนคอนเทนต์ “รสไทย” ผงาดเวทีโลก

  • Netflix, เน็ตฟลิกซ์ทุ่ม 200 ล้านดอลลาร์ หนุนคอนเทนต์ไทยและบุคลากรท้องถิ่น ดันอุตสาหกรรมสร้างสรรค์สู่เวทีโลก
  • PR Newswire, iQIYI International Hosts iJOY 2026 Thailand in Bangkok, Unveiling Annual Content Strategy and New International Collaborations
  • Dataxet, ผศ.ดร.คันธิรา ฉายาวงศ์ จากมธ. ฟันธง Thailand Media Landscape เปลี่ยนเร็ว AI บุกวงการสื่อ และอัลกอริทึมรู้จักคุณดีกว่าที่คุณคิด

 

Part – ซีรีส์วายสายเลือดไทย ปลดล็อกคอนเทนต์ไทยสู่สากล

  • Deadline, Thailand Emerges As Biggest Premium SVOD Market In Southeast Asia – MPA Research
  • DITP, DITP ไฟเขียวจัด 6 กิจกรรม ดันซีรีส์วายไทยเจาะตลาดต่างประเทศ ปี 2569
  • SCB EIC, ไขความลับซีรีส์วายไทย เหตุใดจึงติดเทรนด์โลก

 

Part – ทำไมซีรีส์วายของไทยถึงได้รับความนิยม

  • InfoQuest News, Media Talk: หน้าม่านเปิดทาง-หลังม่านผลักดัน นำคอนเทนต์ไทยสู่สายตาชาวโลก
  • SCB EIC, ไขความลับซีรีส์วายไทย เหตุใดจึงติดเทรนด์โลก

 

Part –  iQIYI & WeTV: ศึกชิงเจ้าแห่งแพลตฟอร์มวาย-ยูริ และ Fandom Economy 

  • Dataxet, “เขมจิราต้องรอด” ปรากฏการณ์ซีรีส์วายสุดไวรัล
  • ThaiPR, iQIYI ประเทศไทย เปิดตัว “Revenue Sharing Model” ยกระดับอุตสาหกรรมคอนเทนต์วายไทย สู่ศูนย์กลางเศรษฐกิจสร้างสรรค์ระดับโลก
  • The Story Thailand, WeTV 2026: ชู 3C ดัน ‘ติงอวี่ซี’ ตอกย้ำผู้นำซีรีส์เอเชีย

 

Part – จับตาซีรีส์จีน มาแรง แซงเกาหลี

  • Deadline, Thailand Emerges As Biggest Premium SVOD Market In Southeast Asia – MPA Research
  • InfoQuest News, Media Talk: หน้าม่านเปิดทาง-หลังม่านผลักดัน นำคอนเทนต์ไทยสู่สายตาชาวโลก

 

Part – Viu จับกระแสละครสั้น ส่งฟีเจอร์ “Viu Shorts” บุกตลาด

  • Dataxet, ส่องเทรนด์ “ซีรีส์จีนแนวตั้ง” ทำไมคนไทยติดงอม!
  • ThaiPR, Viu (วิว) ขยายฐานสู่สมรภูมิ Short-form เปิดตัว “Viu Shorts” รุกตลาดคอนเทนต์สั้น ชิงเวลาผู้ชมยุคใหม่ เสิร์ฟละครสั้นแนวตั้งหลายภาษา

 

Part – การจัดทัพใหม่ของยักษ์ใหญ่ฝั่งตะวันตก Disney+ และ HBO Max

  • Disney, เปิดศักราชใหม่ Disney+ Hotstar เปลี่ยนแบรนด์เป็น Disney+
  • Desi Talks, Disney+ Hotstar Rebrands in Southeast Asia: What Viewers Can Expect from Hulu Integration
  • Warner Bros. Discovery, HBO Max Continues Global Expansion, Launching In 14 New Markets In Asia Pacific On October 15

 

Part – YouTube ยืนหนึ่งแพลตฟอร์มสร้าง ROI สูงสุด พร้อมลุยวิดีโอคอมเมิร์ซ

  • Google Thailand, YouTube ครองแชมป์แพลตฟอร์มอันดับ 1 ที่สร้าง ROI สูงสุดพร้อมยกย่องความคิดสร้างสรรค์ไทยที่ขับเคลื่อนธุรกิจสู่ความสำเร็จในงาน YouTube Works Awards 2025
  • Google Thailand, YouTube จับมือลาซาด้ายกระดับประสบการณ์ช็อปปิ้งในไทย พร้อมแนะนำฟีเจอร์ใหม่ๆ
  • Shopee, Shopee x YouTube Shopping ช้อปง่าย รายได้ปัง! ทั้งครีเอเตอร์และร้านค้า
  •  

 

Part – สงครามลิขสิทธิ์กีฬาเปลี่ยนโฉมหน้าตลาด

  • True Blog, เปิดประสบการณ์ใหม่กับ TrueVisions NOW – นาวเทนเมนท์ : ครบจบทุกความบันเทิงในแอปเดียว พร้อมประกาศจุด
  • ยืนสู่ Home of Entertainment – ตอบโจทย์ตรงใจไลฟ์สไตล์ความบันเทิงยุคใหม่ของทุกเจนตัวจริง
  • Siamsport, AIS PLAY คว้าลิขสิทธิ์ยาว ถ่ายทอดสดเทนนิส ATP Tour เริ่ม ม.ค. 2026

 

Part – AI ปฏิวัติประสบการณ์สตรีมมิ่ง

  • Developing Telecoms, True Corp offers organisations access to dozens of AI models
  • True, TrueID forges ahead amidst Thailand’s streaming platform competition
    AI ปฏิวัติประสบการณ์สตรีมมิ่ง
  • RWS, AI dubbing in 2026: the complete guide for global business and content leaders
  • Vitrina, AI Personalization in Streaming Services 2026: Reshaping the Global Supply Chain for Recoupment Acceleration

Topics