ในอดีต แบรนด์ส่วนใหญ่อาจมองครีเอเตอร์เป็นเพียงช่องทางสร้างการรับรู้ จ้างมาเพื่อช่วยทำคอนเทนต์ให้สินค้าถูกพูดถึงและถูกมองเห็นในวงกว้าง แต่วันนี้บทบาทนั้นขยายออกไปอย่างชัดเจน เมื่อครีเอเตอร์กลายเป็นทั้งผู้ผลิตคอนเทนต์และผู้ผลักดันยอดขายไปพร้อมกัน อีกทั้งบางคนยังก้าวออกจากหน้าจอไปสร้างคอมมูนิตี้และธุรกิจของตัวเองในโลกจริงด้วย
ภาพการเปลี่ยนแปลงนี้ถูกสะท้อนโดยคุณสุวิตา จรัญวงศ์ ซีอีโอและผู้ร่วมก่อตั้งเทลล์สกอร์ และอุปนายกสมาคมคอนเทนต์ครีเอเตอร์ไทย (TCCA) บนเวที Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore
Key Takeaways
- ความเชื่อใจคือหัวใจของ Content-to-Commerce ช่วยเปลี่ยนผู้ชมจาก “กดดู” เป็น “กดซื้อ”
- คอนเทนต์ครีเอเตอร์ต่อยอดได้มากกว่าหนึ่งโพสต์ ทั้งเป็นชิ้นงานสื่อของแบรนด์ ขยายผลผ่านโฆษณา และเชื่อมการซื้อผ่าน Affiliate
- จำนวนผู้ติดตามไม่ใช่คำตอบทั้งหมด แบรนด์ต้องอ่านพฤติกรรมผู้ชมและดูว่ากลุ่มเป้าหมายไว้วางใจครีเอเตอร์หรือไม่
- Phygital Creator เชื่อมออนไลน์กับโลกจริง ผ่านกิจกรรมที่เปลี่ยนผู้ชมเป็นคอมมูนิตี้ และต่อยอดสู่ธุรกิจของตัวเอง
- บทบาทครีเอเตอร์ขยายสู่พาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ที่ช่วยแบรนด์สร้างทั้งการรับรู้และยอดขาย
“ความเชื่อใจ” สะพานเชื่อมระหว่างคอนเทนต์กับการขาย
ทุกวันนี้ AI ทำให้การผลิตคอนเทนต์ง่ายและเร็วขึ้นมาก ผลคือคอนเทนต์จำนวนมหาศาลไหลเข้าสู่ฟีด จนผู้ชมเริ่มแยกไม่ออกว่าอะไรจริง อะไรไม่จริง
ท่ามกลางคอนเทนต์ที่ล้นฟีด Trusted Content หรือคอนเทนต์ที่ผู้ชมเชื่อถือได้ ซึ่งมาจากประสบการณ์ ความเชี่ยวชาญ และตัวตนที่ชัดเจนของครีเอเตอร์ จึงกลายเป็นสินทรัพย์ที่มีค่าที่สุด เพราะความเชื่อใจนี้เองคือสิ่งที่ทำให้ผู้ชม “กดซื้อ” ไม่ใช่แค่ “กดดู” และผู้บริโภคจำนวนมากเชื่อคำแนะนำจากครีเอเตอร์มากกว่าโฆษณาของแบรนด์โดยตรง
ความเชื่อใจนี้ไม่ใช่เรื่องนามธรรมที่จับต้องไม่ได้ แต่แปลงเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจได้จริง บทวิเคราะห์จาก Goldman Sachs Research คาดการณ์ว่า ตลาดครีเอเตอร์ไทยจะมีมูลค่าราว 60,000 ล้านบาทในปี 2570 เพิ่มขึ้นจากประมาณ 40,000 ล้านบาทในปี 2567 การเติบโตนี้สะท้อนว่า แบรนด์ในปัจจุบันไม่ได้ใช้ครีเอเตอร์เพียงเพื่อให้คนเห็นอีกต่อไป แต่คาดหวังผลลัพธ์ที่จับต้องได้อย่างยอดขาย และนี่คือภาพสะท้อนของ Content-to-Commerce
Content-to-Commerce ทำงานอย่างไร
Content-to-Commerce คือแนวคิดที่มองคอนเทนต์เป็นจุดเริ่มต้นของเส้นทางการซื้อ ไม่ใช่ปลายทางของการสื่อสาร คอนเทนต์ชิ้นเดียวสามารถพาผู้ชมตั้งแต่ “รู้จัก” ไปจนถึง “ตัดสินใจซื้อ” ได้ในไม่กี่นาที
ปัจจุบัน เราเห็นรูปแบบคอนเทนต์ของครีเอเตอร์ที่หลากหลายขึ้น ทั้งคอนเทนต์สัมภาษณ์ รายการพูดคุย และคอนเทนต์ที่ผูกกับการขายโดยตรงอย่างการติดตะกร้า ซึ่งจุดแข็งของครีเอเตอร์คือการรวมสามสิ่งไว้ในคนคนเดียว ได้แก่ ฝีมือการผลิตคอนเทนต์ การเข้าถึงผู้ชม และความน่าเชื่อถือจากตัวตน
เมื่อแบรนด์เข้าใจจุดแข็งนี้ คอนเทนต์ของครีเอเตอร์จะถูกใช้ประโยชน์ได้มากกว่าการโพสต์ครั้งเดียวบนช่องของครีเอเตอร์ โดยต่อยอดได้อย่างน้อยสามทาง …
Creative Asset
หนึ่ง ใช้เป็น Creative Asset คอนเทนต์ที่ผู้ชมตอบรับดีสามารถนำมาเป็นชิ้นงานสื่อของแบรนด์ได้ ลดต้นทุนการผลิตและได้ชิ้นงานที่ผ่านการพิสูจน์แล้วว่า “เวิร์ก”
Paid Media
สอง ขยายผลผ่าน Paid Media นำคอนเทนต์จากครีเอเตอร์ไปยิงโฆษณาต่อ เพื่อขยายการเข้าถึงไปยังกลุ่มเป้าหมายที่ใหญ่ขึ้น โดยยังคงความรู้สึกเป็นธรรมชาติกว่าโฆษณาทั่วไป
Affiliate
สาม เชื่อมตรงสู่การซื้อ ผ่านระบบ Affiliate และร้านค้าบนแพลตฟอร์ม ทำให้ความสนใจที่เกิดจากคอนเทนต์เปลี่ยนเป็นยอดขายได้ทันที โดยไม่ต้องพาผู้ชมออกไปหาสินค้าเอง
แค่นับผู้ติดตามไม่พอ ต้องอ่าน “สัญญาณ” ให้เป็น
การจะทำ Content-to-Commerce ให้ได้ผล แบรนด์ต้องเลือกครีเอเตอร์ให้ถูกคน ซึ่งเกณฑ์การเลือกนั้นได้เปลี่ยนไปแล้ว เมื่อจำนวน Followers หรือผู้ติดตามอาจไม่ใช่คำตอบทั้งหมด
อัลกอริทึมของแพลตฟอร์มพาคอนเทนต์ไปถึงคนที่ไม่ได้กดติดตามได้มากขึ้นเรื่อย ๆ ทำให้ผู้ติดตามมีน้ำหนักน้อยลง สิ่งที่แบรนด์ควรจับตาแทนคือ Signals หรือสัญญาณจากพฤติกรรมผู้ชม เช่น เวลาที่ใช้ดูคอนเทนต์ ความคิดเห็น หรือแม้แต่อีโมจิที่ส่งมา ซึ่งบอกได้ว่าผู้ชมสนใจอะไรและรู้สึกอย่างไร
แบรนด์จึงต้องปรับตัวจากการดูแค่ข้อมูลประชากร อย่างอายุหรือพื้นที่ ไปสู่การเข้าใจความสนใจ ไลฟ์สไตล์ และอารมณ์ของผู้ชม คำถามในการเลือกครีเอเตอร์จึงไม่ใช่ “มีผู้ติดตามกี่คน” แต่ควรพิจารณาว่า “กลุ่มเป้าหมายของแบรนด์ไว้วางใจครีเอเตอร์คนนั้นหรือไม่” เพราะผู้ติดตามจำนวนมากไม่ได้แปลว่าทุกคนสนใจสิ่งที่แบรนด์นำเสนอ ในขณะที่ครีเอเตอร์เฉพาะกลุ่มอาจสร้างความเกี่ยวข้องกับผู้ชมได้ลึกกว่า
ความสัมพันธ์บนจอ ถูกต่อยอดสู่โลกจริง
อีกทิศทางที่น่าจับตาคือ Phygital Creator คำนี้มาจากการรวมคำว่า Physical (โลกจริง) และ Digital (โลกออนไลน์) หมายถึงครีเอเตอร์ที่ไม่ได้ผูกตัวเองไว้กับหน้าจอ แต่นำตัวตนและความสัมพันธ์กับผู้ชมไปต่อยอดในโลกจริง
ครีเอเตอร์ทุกวันนี้พัฒนาไปหลายรูปแบบ ตั้งแต่ Faceless Creator ที่ไม่เปิดเผยใบหน้าเลย ไปจนถึงครีเอเตอร์ที่ผสานตัวตนออนไลน์เข้ากับโลกจริง ซึ่งอย่างหลังกำลังเป็นกระแส ผ่านกิจกรรมอย่างแฟนมีตติ้ง อีเวนต์ และโอกาสให้ผู้ชมได้พบตัวจริง
ความน่าสนใจของ Phygital Creator คือการเปลี่ยน “ผู้ชม” ให้กลายเป็น “คอมมูนิตี้” และเมื่อมีคอมมูนิตี้ที่แข็งแรง ครีเอเตอร์ก็สามารถต่อยอดไปสู่สินค้า บริการ หรือธุรกิจของตัวเองได้ เพราะการพบกันแบบตัวต่อตัวสร้างความผูกพันที่ลึกซึ้งกว่าการกดไลก์ และในวันที่คอนเทนต์ AI ล้นฟีด ประสบการณ์ในโลกจริงคือสิ่งที่ AI ลอกเลียนไม่ได้
การเปลี่ยนแปลงทั้งหมดนี้สะท้อนว่า Creator Economy กำลังขยายขอบเขตของครีเอเตอร์จากการทำคอนเทนต์ไปสู่โลกคอมเมิร์ซ ครีเอเตอร์ที่ชนะคือผู้ที่เปลี่ยนผู้ชมเป็นคอมมูนิตี้ และเปลี่ยนความเชื่อใจเป็นยอดขาย ส่วนแบรนด์ที่ชนะคือแบรนด์ที่มองครีเอเตอร์เป็นพาร์ตเนอร์ทางธุรกิจ ไม่ใช่เพียงเครื่องมือโฆษณา
[เกี่ยวกับงาน: Thailand Influencer Awards 2026 by Tellscore จัดขึ้นภายใต้ธีม “CREATOR PULSE – ชีพจรนำทางในยุคแห่งความซับซ้อนอันสร้างสรรค์” เมื่อวันศุกร์ที่ 18 กันยายน 2569 ณ Grande Centre Point Lumphini]
By Chuleeporn Bunyuen, Muttira Nommaneewong





