- by Pravethida Anomakiti & Social Media Editorial Team
สรุปเทรนด์โซเชียลมีเดียไทย เดือนมิถุนายน 2569: จากการวิเคราะห์ 591,371 โพสต์ บน 5 แพลตฟอร์ม (Facebook, Instagram, TikTok, X, YouTube) ที่มี Engagement รวมกว่า 6.49 พันล้านครั้ง ประเด็นที่คนไทยให้ความสนใจสูงสุดคือ การสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ, การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม., บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการไทยช่วยไทยพลัส สะท้อน 3 แกนหลักของเดือน — ความไว้อาลัยร่วมของชาติ การเมือง และปากท้อง
Highlights:
- เดือนมิถุนายน 2569 โลกออนไลน์ไทยเต็มไปด้วยข่าวสารหลากอารมณ์ ตั้งแต่การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ประเด็นโกงสอบท้องถิ่น และคดีฮั้ว สว. สะท้อนบทบาทของโซเชียลในการเป็นพื้นที่ติดตามการทำงานของหน่วยงานรัฐและตรวจสอบผู้มีอำนาจ
- นโยบายที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิต เช่น บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ไทยช่วยไทยพลัส และ TH-AI Passport ได้รับความสนใจทั้งในมุมของสิทธิประโยชน์ เงื่อนไขการเข้าร่วม และความโปร่งใสในการดำเนินงาน
- ขณะที่กระแสบันเทิงอย่างฟุตบอลโลก และทนายปีศาจ ก็ปลุกโซเชียลให้ร่วมสร้างวัฒนธรรมป๊อป ผ่านมีม และภาพตัดต่อกันอย่างคึกคัก
- และสุดท้าย ข่าวแผ่นดินไหว สงคราม และดราม่าความสัมพันธ์ แสดงให้เห็นอีกด้านว่า การตรวจสอบข้อมูลควรเป็นไปอย่างระมัดระวัง เพื่อไม่ให้ความรู้สึกหรืออารมณ์ร่วมสร้างผลกระทบเกินกว่าข้อเท็จจริง
จากข้อมูล Social Listening จำนวน 591,371 โพสต์ บน Facebook, Instagram, TikTok, X และ YouTube ในช่วงวันที่ 1-30 มิถุนายน 2569 สะท้อนบทบาทใหม่ของประชาชนในการเป็น “ผู้ตรวจสอบ” ประเด็นต่าง ๆ ในสังคมอย่างตื่นตัว ไม่ว่าจะเป็นประเด็นระดับชาติอย่างการเมือง ความโปร่งใสในระบบราชการ ไปจนถึงเรื่องปากท้องและดราม่าบนโลกออนไลน์
ทั้งนี้ การคัดเลือกประเด็นไม่ได้พิจารณาจากยอดเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมองถึงภาพรวมของกระแสที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อสังคมตลอดทั้งเดือน
10 กระแสโซเชียลมาแรงเดือนมิถุนายน
1. คนไทยร่วมน้อมรำลึกถึงเจ้าฟ้าพัชรกิติยาภาฯ
ข่าวการสิ้นพระชนม์ของสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา นำมาซึ่งบรรยากาศแห่งความโศกเศร้าและการน้อมรำลึกในพระกรุณาธิคุณอย่างกว้างขวางบนโซเชียล มี Engagement รวม 121.9 ล้านครั้ง จาก 9,262 โพสต์ ทั้งยังกระจายตัวในวงกว้าง ครอบคลุมทั้ง 5 แพลตฟอร์ม โดยโพสต์ที่ได้รับ Engagement สูงส่วนใหญ่มาจากบัญชีข่าวและสื่อมวลชน สะท้อนว่าประเด็นดังกล่าวได้รับการรายงานจากสื่อหลักอย่างต่อเนื่องและถูกแชร์ต่อในวงกว้างจากผู้ใช้งานหลายกลุ่ม
2. โซเชียลร่วมสร้างเมืองในฝัน ผ่าน “เลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.”
การเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร และสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร ปี 2569 เป็นอีกวาระทางการเมืองที่ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามบนโลกออนไลน์ตลอดเดือนมิ.ย. ตั้งแต่วันแรกที่มีการเปิดตัวผู้สมัครชิงตำแหน่งผู้ว่าฯ กทม. ทั้ง 18 คน การประชันนโยบาย ลงพื้นที่หาเสียง ไปจนถึงวันเลือกตั้งและประกาศผล สร้าง Engagement ได้กว่า 69.8 ล้านครั้ง จาก 8,763 โพสต์ ท่ามกลางบรรยากาศการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นที่เน้นไปที่การนำเสนอนโยบายของผู้สมัครแต่ละท่านอย่างคึกคัก
กระแสการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ สะท้อนบทบาทของ 2 แพลตฟอร์มหลักที่สร้างแรงกระเพื่อมได้อย่างมหาศาล โดย TikTok ถูกใช้เป็นพื้นที่สื่อสารผ่านวิดีโอสั้น ทั้งคลิปแคมเปญหาเสียง หรือไฮไลต์เด็ดจากการประชันวิสัยทัศน์บนเวทีดีเบตต่าง ๆ ซึ่งช่วยให้เนื้อหาที่เข้าใจยากกลายเป็นเรื่องสนุกและใกล้ตัว ขณะที่ Facebook ยังคงเป็นพื้นที่หลักในการนำเสนอนโยบายเชิงลึก เพื่อให้โลกออนไลน์ได้วิเคราะห์กันอย่างเข้มข้น รวมไปถึงแลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่อตัวผู้สมัครอย่างรอบด้าน
โดยเฉพาะประเด็น “AI และเทคโนโลยี” ที่ถูกพูดถึงมากในโลกออนไลน์ ที่คนกรุงคาดหวังการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ปัญหาต่าง ๆ ในเมืองหลวง ตั้งแต่การคุมสัญญาณไฟจราจร แก้ปัญหาน้ำท่วม ไปจนถึงการนำระบบ Open Data มาใช้เพื่อลดการทุจริตคอร์รัปชัน สะท้อนว่าคนส่วนใหญ่ไม่ได้ต้องการโครงการใหญ่ระดับเมกะโปรเจกต์เพียงอย่างเดียว แต่ต้องการเห็นการแก้ปัญหาระดับชุมชนที่รวดเร็ว เห็นผลได้จริง และมีความยั่งยืนในระยะยาว
ปรากฏการณ์ครั้งนี้ชี้ว่า สนามการเมืองได้ขยายจากป้ายหาเสียงและเวทีปราศรัยมาอยู่บนหน้าจอมือถือมากขึ้น ขณะที่โซเชียลมีเดียได้เปิดพื้นที่ให้ประชาชนตรวจสอบ ตั้งคำถาม เปรียบเทียบนโยบาย และผลักดันประเด็นที่ต้องการให้ผู้บริหารเมืองให้ความสำคัญ ซึ่งเปลี่ยนบรรยากาศการเลือกตั้งแบบเดิมให้กลายเป็นการร่วมออกแบบเมืองในฝันสู่นโยบายที่ทำได้จริง
3. “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” เกณฑ์ใหม่เข้มงวด หวั่นคนจนจริงเข้าไม่ถึง
การขอให้ผู้มี “บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ” ในปัจจุบันเข้าลงทะเบียนยืนยันสิทธิ เพื่อตรวจสอบคุณสมบัติตามเกณฑ์ใหม่ เป็นอีกหนึ่งประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างมาก หลังรัฐบาลปรับเกณฑ์คัดกรองคุณสมบัติให้เข้มงวดขึ้นเพื่อให้เข้าถึงผู้มีรายได้น้อยได้ตรงจุด เช่น กำหนดเงื่อนไขการครอบครองรถยนต์ หรือตัดสิทธิ์กลุ่มนักเรียน นักศึกษา และกลุ่มที่ลูกนำชื่อพ่อแม่ไปลดหย่อนภาษี ทว่าเกณฑ์ดังกล่าวถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักบนโลกออนไลน์ว่าไม่สอดคล้องกับความจริง โดยมี Engagement กว่า 94.3 ล้านครั้ง จาก 3,258 โพสต์
กระแสยิ่งทวีความร้อนแรงขึ้น หลังมีการเผยแพร่เรื่องของชายชาวเชียงใหม่วัย 62 ปี ที่เดินทางลงจากดอยเพื่อยืนยันสิทธิแต่ไม่สามารถดำเนินการได้ ทำให้สังคมออนไลน์ตั้งคำถามถึงมาตรฐานการคัดกรองที่อาจทำให้ “คนจนจริง” ตกหล่นจากระบบ และนำไปสู่การเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนเกณฑ์บางข้อ เพื่อให้มาตรการช่วยเหลือครอบคลุมและสอดคล้องกับชีวิตจริงของกลุ่มเปราะบางมากขึ้น
4. “ฟุตบอลโลก 2026” ดึงโซเชียลรันวงการลูกหนัง
นอกจากการลุ้นแชมป์ฟุตบอลโลก 2026 สนามโซเชียลยังฮือฮากับเรื่องราวที่หลากหลายตั้งแต่ก่อนเปิดสนาม ทั้งการเปิดตัวนักเตะทีมชาติ เสื้อบอล การลุ้นลิขสิทธิ์ถ่ายทอดสดของประเทศไทย ไปจนถึงการปรากฏตัวของ “LISA BLACKPINK” ในพิธีเปิด และต่อมาเมื่อเสียงนกหวีดดังขึ้น บทสนทนาบนโซเชียลก็ขยับไปสู่การวิเคราะห์การแข่งคู่สำคัญ คลิปย้อนหลัง ไปจนถึงดราม่าการตัดสิน และมีมนักฟุตบอล ซึ่งกวาด Engagement ไปได้ถึง 69.2 ล้านครั้ง จาก 8,865 โพสต์
หนึ่งในเรื่องราวที่ได้รับความสนใจและเป็นไวรัลคือ “เคปเวิร์ด” หรือกาบูเวร์ดี ประเทศหมู่เกาะทางตะวันตกของแอฟริกา ที่กลายเป็นม้ามืดหลังสร้างเซอร์ไพรส์ด้วยการเสมอสเปน 0-0 จนชาวเน็ตพากันค้นหาข้อมูลของประเทศและนักเตะ ขณะเดียวกันกระแส “ฮาลันด์ฟีเวอร์” ก็แสดงให้เห็นว่านักฟุตบอลสามารถก้าวออกจากสนามไปเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมป๊อป ผ่านมีม ภาพตัดต่อ และเพลงเชียร์ได้
ฟุตบอลโลกครั้งนี้จึงสะท้อนว่า แฟนบอลยุคใหม่ไม่ได้เป็นเพียงผู้ชม แต่ยังร่วมสร้างกระแสทัวร์นาเมนต์ไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน พฤติกรรมการรับชมก็เปลี่ยนไปชัดเจน จากเดิมที่ผู้ชมรอหน้าจอทีวีเป็นหลัก วันนี้ฟุตบอลโลกถูกเล่าใหม่ผ่านคลิปสั้น ไฮไลต์ รีแอ็กชันแฟนบอล และคอนเทนต์ “คืนนี้คู่ไหนดูฟรี” กลายเป็นข้อมูลที่คนค้นหาและแชร์ต่อสูง
5. คิกออฟ “ไทยช่วยไทยพลัส” เริ่มใช้สิทธิเดือนแรก
โครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส” ยังคงเป็นกระแสต่อเนื่องจากเดือนที่แล้ว หลังเปิดให้ประชาชนเริ่มใช้สิทธิตั้งแต่วันที่ 1 มิ.ย. ได้รับความสนใจอย่างล้นหลามด้วย Engagement รวมกว่า 58.1 ล้านครั้ง จาก 4,731 โพสต์ ครอบคลุมตั้งแต่เสียงจากผู้ใช้สิทธิที่แบ่งปันประสบการณ์การใช้งาน วิธีคำนวณสัดส่วน 60/40 ไปจนถึงการรีวิวและแนะนำร้านค้าท้องถิ่น และเสียงจากผู้ประกอบการภาคธุรกิจ ที่แห่ประชาสัมพันธ์การเข้าร่วมโครงการอย่างคึกคัก
แม้หลายเสียงมองว่าโครงการนี้ช่วยแบ่งเบาภาระค่าครองชีพและกระตุ้นการจับจ่ายในระยะสั้น แต่อีกด้านหนึ่งยังมีความกังวลเรื่องความเท่าเทียมในการเข้าถึงสิทธิ โดยเฉพาะในกลุ่มเปราะบางและผู้มีรายได้น้อยที่อาจไม่สามารถเติมเงินล่วงหน้าได้ กระแสนี้จึงสะท้อนว่า นอกจากมาตรการที่เห็นผลทันทีแล้ว ประชาชนยังคาดหวังนโยบายที่ใช้งานง่าย ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม และสามารถแก้ปัญหาค่าครองชีพได้ในระดับโครงสร้าง
6. ผู้เชี่ยวชาญโต้ “TH-AI Passport” จุดกระแสตรวจสอบความโปร่งใส
หลังรัฐบาลแถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “TH-AI Passport” ที่มีวัตถุประสงค์เพื่อยกระดับทักษะ AI ของคนไทยผ่านการใช้เครื่องมือ AI ระดับ Pro ด้วยงบประมาณกว่า 1,600 ล้านบาท ทำให้โลกออนไลน์ตั้งคำถามทันทีถึงรายละเอียดด้านเทคนิค ความคุ้มค่า และความโปร่งใสของโครงการ สร้าง Engagement รวมกว่า 37.7 ล้านครั้ง จาก 3,532 โพสต์
แม้ข้อสงสัยต่าง ๆ จะต้องรอการตรวจสอบและข้อสรุปอย่างเป็นทางการ แต่ก็ได้มีผู้เชี่ยวชาญด้านไอทีออกมาวิเคราะห์ความเป็นไปได้ของโครงการ เปรียบเทียบสิทธิการใช้งาน ไปจนถึงทดลองขีดความสามารถของระบบ ส่งผลให้ผู้ใช้งานโซเชียลทั่วไปเริ่มศึกษาข้อมูลเพิ่มเติม และนำไปสู่การกดดันให้ภาครัฐเปิดเผยข้อมูลที่ชัดเจน เห็นได้ว่าแม้เทคโนโลยี AI จะดูเป็นเรื่องไกลตัวที่เข้าใจยาก แต่ผู้เชี่ยวชาญก็ได้ใช้โซเชียลมีเดียเป็นกระบอกเสียงในการย่อยข้อมูลที่เข้าใจยากให้เข้าใจง่ายขึ้น ซึ่งช่วยสร้างความตื่นตัวและเปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วมตั้งคำถาม ติดตาม และตรวจสอบการดำเนินงานของภาครัฐได้มากขึ้น
7. จับคดี “โกงสอบท้องถิ่น” สะเทือนระบบราชการไทย
กรณีทุจริตการสอบบรรจุข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่นปี 2568 กลายเป็นประเด็นใหญ่บนโลกออนไลน์ หลังพบข้อกล่าวหาเจ้าหน้าที่รัฐ “แก้ไขคะแนนสอบ” หลายพันรายการ และเรียกรับผลประโยชน์เป็นเงินมูลค่าสูงถึง 800,000 บาทต่อราย เพื่อแลกกับการบรรจุเข้ารับราชการ ยิ่งเมื่อเป็นการสอบระดับประเทศที่มีผู้สมัครกว่า 400,000 คน เพื่อชิงตำแหน่งงานที่มีเพียง 6,669 อัตรา ทำให้สังคมออนไลน์ตั้งคำถามถึงความยุติธรรมต่อผู้ที่ตั้งใจสอบอย่างสุจริต และความน่าเชื่อถือของกระบวนการคัดเลือกบุคลากรเข้าสู่ระบบราชการ สร้าง Engagement กว่า 35.4 ล้านครั้ง จาก 3,316 โพสต์
กระแสบนโซเชียลไม่ได้หยุดอยู่เพียงการวิพากษ์วิจารณ์ แต่ยังนำไปสู่การส่งเบาะแสและร้องเรียนเพิ่มเติมกว่า 100 เรื่องผ่านช่องทางออนไลน์ของทำเนียบรัฐบาล กรณีนี้จึงไม่เพียงสะท้อนปัญหาคอร์รัปชันที่ต้องเร่งแก้ไข แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความตื่นตัวของประชาชนที่ไม่ยอมรับระบบอุปถัมภ์ ซึ่งจะเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการร่วมตรวจสอบความโปร่งใสของหน่วยงานภาครัฐอย่างเปิดเผยยิ่งขึ้นในอนาคต
8. โซเชียลตื่นตัว “แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์” จับตาสึนามิ
เหตุแผ่นดินไหวรุนแรงขนาด 7.8 นอกชายฝั่งเกาะมินดาเนา ประเทศฟิลิปปินส์ เมื่อวันที่ 8 มิ.ย. 69 พร้อมประกาศแจ้งเตือนสึนามิในแถบเอเชีย-แปซิฟิก ได้กลายเป็นประเด็นฉุกเฉินที่โลกออนไลน์เกาะติดสถานการณ์อย่างใกล้ชิดแบบนาทีต่อนาที สร้าง Engagement กว่า 32.3 ล้านครั้ง โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม X ซึ่งผู้ใช้งานร่วมกันอัปเดตข้อมูล คลิปเหตุการณ์ และประกาศเตือนภัยผ่านแฮชแท็ก #แผ่นดินไหวฟิลิปปินส์ และ #สึนามิ แบบเรียลไทม์
สำหรับประเทศไทย ประเด็นที่ถูกพูดถึงมากที่สุดคือผลกระทบต่อประเทศ ก่อนที่กรมอุตุนิยมวิทยาจะออกมาชี้แจงอย่างรวดเร็วว่าไทยปลอดภัยจากเหตุการณ์ครั้งนี้ กระแสดังกล่าวสะท้อนบทบาทของโซเชียลมีเดีย ในการเป็นช่องทางแจ้งเตือนภัยจากหน่วยงานรัฐและแชร์คลิปเหตุการณ์จริงแบบทันทีทันใด ขณะเดียวกันยังกระตุ้นให้ประชาชนหันมาสนใจความรู้ด้านภูมิศาสตร์และระบบเตือนภัยมากขึ้น เช่น เรื่องรอยเลื่อนและปัจจัยที่ทำให้บางพื้นที่ปลอดภัย นับเป็นสัญญาณที่ดีว่าสังคมกำลังใช้สื่อโซเชียลเป็นเครื่องมือเฝ้าระวังและรับมือภัยธรรมชาติอย่างมีสติมากขึ้น
9. ซีรีส์ “ทนายปีศาจ” กระตุ้นโซเชียล ถกประเด็นยุติธรรม
ซีรีส์ฝีมือคนไทยอย่าง “ทนายปีศาจ” เป็นกระแสตั้งแต่วันแรกที่เข้าฉายทาง Netflix ทั้งเนื้อหาที่เข้มข้น และฝีมือของทีมนักแสดง โดยเฉพาะนักแสดงนำอย่าง “หญิง รฐา” กับวลีสุดฮิต “ตอบแค่ว่าใช่หรือไม่” จุดกระแสความนิยมของซีรีส์ให้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยสร้าง Engagement รวมกว่า 36.3 ล้านครั้ง จาก 1,956 โพสต์ ที่คนดูนำไปพูดต่อและทำเป็นมีมบนโซเชียล ขณะที่หลายแบรนด์ต่างนำไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์การตลาดที่ถูกใจชาวเน็ต
แต่สิ่งที่ทำให้ซีรีส์ไม่ได้จบอยู่แค่มีมหรือตัวละครไวรัล คือการหยิบประเด็นเกี่ยวกับกระบวนการยุติธรรม อำนาจ เงิน และระบบอุปถัมภ์มานำเสนอ จนเกิดการรีวิว วิเคราะห์ และถกเถียงบนโซเชียล หลายคดีในซีรีส์ทำให้ผู้ชมจำนวนหนึ่งนึกถึงคดีหรือเหตุการณ์ดังที่เคยเป็นข่าว ส่งผลให้กระแสของซีรีส์ขยายจากความบันเทิงไปสู่การแลกเปลี่ยนความเห็นในประเด็นทางสังคม และกลายเป็นอีกตัวอย่างของซีรีส์ไทยที่สามารถสร้างกระแสและทำให้คนดูอยากพูดคุยต่อได้
10. ดราม่า “ติณติณ-ฟารีดา” จากเรื่องส่วนตัวสู่กระแสบนโซเชียล
ดราม่าความสัมพันธ์ระหว่างนักร้อง “ติณติณ New Country” และอดีตนางงาม “ฟารีดา” กลายเป็นเรื่องที่คนบนโซเชียลติดตามตลอดเดือนมิถุนายน สร้าง Engagement รวมกว่า 95.8 ล้านครั้ง จาก 2,759 โพสต์ โดยมีจุดเริ่มต้นจากการเปิดเผยเรื่องการตั้งครรภ์ของฝ่ายหญิง พร้อมเรียกร้องการแสดงความรับผิดชอบ จนนำไปสู่การตรวจ DNA เพื่อหาข้อเท็จจริง
สาเหตุที่เรื่องนี้ได้รับความสนใจจากโลกออนไลน์อย่างมาก นอกจากเป็นประเด็นความสัมพันธ์ของบุคคลสาธารณะที่ได้รับความสนใจแล้ว ยังมีคำชี้แจงของทั้งคู่ที่ไม่ตรงกัน ทำให้ผู้ใช้งานโซเชียลจำนวนมากมีความคิดเห็นแตกต่างกันและการติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด ทั้งการวิเคราะห์คำพูดและท่าทีของทั้งคู่ผ่านรายการสด สะท้อนว่าเมื่อเรื่องส่วนตัวของบุคคลสาธารณะถูกเปิดเผยบนโซเชียล ก็มักกลายเป็นเรื่องที่ผู้คนพร้อมเข้ามาติดตามและวิพากษ์วิจารณ์ทันที
ในอีกมุมหนึ่ง กระแสนี้ยังแสดงให้เห็นบทบาทของสื่อในการ “กำหนดวาระสาธารณะ (Agenda Setting)” โดยเฉพาะการนำเสนอผ่านรายการ โหนกระแส และสื่อข่าวที่ติดตามความคืบหน้าของเหตุการณ์อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ประเด็นนี้ได้รับแรงหนุนจากการนำเสนอของสื่อจนทำให้ประเด็นคงอยู่ในความสนใจของผู้ใช้งานโซเชียล แม้จะเป็นเรื่องส่วนตัวของบุคคลสาธารณะก็ตาม
ประเด็นที่ยังเป็นกระแสในโซเชียล
- เปิดหลักฐานคดีฮั้วสว. กระแส “คดีฮั้ว สว.” กลับมาได้รับความสนใจอีกครั้งบนโซเชียล หลังจาก สว. สำรอง และพรรคฝ่ายค้าน ออกมาเรียกร้องให้เปิดเผยความคืบหน้าของคดี ประกอบกับการเผยแพร่คลิปวิดีโอโดยนายพริษฐ์ วัชรสินธุ สส. พรรคประชาชน ซึ่งระบุว่าเป็นส่วนหนึ่งของข้อมูลที่ได้รับจากผู้ร้องเรียนและได้ยื่นต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ส่งผลให้เกิดการถกเถียงและแชร์ต่อบนโซเชียล ทั้งนี้ความคืบหน้าของคดียังอยู่ระหว่างกระบวนการตรวจสอบของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
- ข่าวแอร์โฮสเตสสาวลักลอบขนยา คดีแอร์โฮสเตสของสายการบินแห่งหนึ่งในไทย ถูกจับข้อหาลักลอบขนยาเสพติดเข้าประเทศออสเตรเลีย กลายเป็นกระแสในช่วงปลายเดือนมิถุนายน จนเกิดการถกเถียงบนโซเชียลทั้งฝั่งที่เห็นใจว่าอาจไม่รู้ว่าพัสดุที่รับหิ้วมีสิ่งผิดกฎหมาย กับฝั่งที่ตั้งข้อสงสัยต่อกรณีดังกล่าว โดยกระแสยังขยายไปสู่การตั้งคำถามถึงธุรกิจรับหิ้วของข้ามประเทศ มาตรการตรวจสอบในสนามบิน และผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของสายการบิน ขณะที่คำเตือน “อย่ารับหิ้วของ” กลายเป็นประเด็นอุทาหรณ์ที่มีการแชร์และเตือนอย่างกว้างขวาง อย่างไรก็ตาม เนื่องจากกระบวนการพิจารณาคดียังไม่สิ้นสุด สังคมจึงยังต้องติดตามบทสรุปต่อไป
- ไทย–กัมพูชา: ปมชายแดนที่ยืดเยื้อ ประเด็น “ชายแดนไทย–กัมพูชา” ยังเป็นวาระความมั่นคงที่ลากยาวต่อเนื่องมาตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา โดยยังมีภาพรวมคือการโต้กันไปมาระหว่างสองฝ่าย ทั้งในพื้นที่จริง บนโต๊ะการทูต และในโลกออนไลน์ สำหรับเดือนนี้มิุนายนนี้ มีประเด็นแถลงการณ์การรุกล้ำอธิปไตย และกรณีไทยพาสื่อต่างชาติเข้าพื้นที่โอร์เสม็ด ที่โต้ตอบกันไปมาระหว่างทางการและกองเชียร์ทั้งสองฝั่ง ท่ามกลางข่าวจริงและข่าวปลอมที่ไหลปนกันในโลกออนไลน์ สะท้อนว่าปมความขัดแย้งระหว่างสองชาติคงยังไม่จบง่าย ๆ
สรุปภาพรวมของกระแสโซเชียลในเดือนมิถุนายน 2569
ภาพรวมกระแสโซเชียลมีเดียเดือนมิถุนายน 2569 แสดงให้เห็นว่า โซเชียลมีเดียไม่ได้เป็นแค่พื้นที่ในการรับข้อมูลข่าวสารเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ได้กลายมาเป็น “พื้นที่ตรวจสอบ” ที่ประชาชนสามารถมีส่วนร่วมได้ ไม่ว่าจะเป็นการตั้งคำถาม ร้องเรียนปัญหา ไปจนถึงการขับเคลื่อนวาระสังคมตั้งแต่การเมืองไปจนถึงเรื่องปากท้อง ซึ่งผลักดันให้ผู้เกี่ยวข้องทั้งหลายต้องออกมาชี้แจงเพื่อแสดงความโปร่งใสต่อสาธารณะมากขึ้น
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่สังคมออนไลน์ในยุคนี้ต้องตระหนักควบคู่กันไปคือ “ความน่าเชื่อถือและการพิจารณาอย่างรอบด้าน” เพราะข้อมูลที่ปรากฏบนโลกออนไลน์อาจไม่ใช่ข้อเท็จจริงทั้งหมด ผู้ใช้งานจึงควรระมัดระวังไม่ให้การตั้งคำถามกลายเป็นการกล่าวหา รวมถึงคำนึงถึงสิทธิและความเป็นส่วนตัวของผู้ที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะประเด็นความขัดแย้งหรือเรื่องที่มีความละเอียดอ่อนทางความรู้สึก เพราะเมื่อโซเชียลกลายเป็นเครื่องมือตรวจสอบของสังคม “ความรับผิดชอบต่อข้อมูล” จึงถือเป็นหน้าที่ของผู้ใช้งานทุกคนในการร่วมสร้างสังคมออนไลน์ที่เป็นธรรมเช่นเดียวกัน




