- by Pravethida Anomakiti & Social Media Editorial Team
เดือนพฤษภาคม 2569 หลังจากวาระระดับชาติอย่างเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป ความสนใจของโซเชียลไทยได้หันกลับมาสู่เรื่องในประเทศอีกครั้ง โดยเฉพาะประเด็นใกล้ตัวที่กระทบต่อคุณภาพชีวิต เสถียรภาพทางเศรษฐกิจในครัวเรือน และมาตรฐานความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
Highlights:
- เดือนพฤษภาคม 2569 โซเชียลไทยหันกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องใกล้ตัวมากขึ้น ทั้งคุณภาพชีวิต ปากท้อง และความปลอดภัยในชีวิตประจำวัน
- กระแสไวรัลสำคัญไม่ได้เกิดจากดราม่าเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากประเด็นที่ช่วยให้สังคมมองเห็นปัญหา ถอดบทเรียน และตั้งคำถามต่อสิ่งที่ควรปรับปรุง
- โซเชียลมีเดียมีบทบาทมากขึ้นในการตรวจสอบ แลกเปลี่ยนข้อมูล และส่งแรงกดดันให้ประเด็นสาธารณะถูกพูดถึงในวงกว้าง
จากข้อมูล Social Listening จำนวน 594,433 โพสต์ บน Facebook, Instagram, TikTok, X และ YouTube ในช่วงวันที่ 1-31 พฤษภาคม 2569 พบการเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจของสังคมออนไลน์ไทย ที่เปลี่ยนจากการรับรู้ข่าวสารทั่วไป สู่การแลกเปลี่ยนความรู้ การตรวจสอบมาตรการภาครัฐ และการรณรงค์ทางความคิด เพื่อนำไปสู่การขับเคลื่อนสังคมอย่างเป็นรูปธรรม
ทั้งนี้ การคัดเลือกประเด็นไม่ได้พิจารณาจากยอดเอ็นเกจเมนต์ (Engagement) เพียงอย่างเดียว แต่ยังมองถึงภาพรวมของกระแสที่เกิดขึ้น และผลกระทบต่อสังคมตลอดทั้งเดือน
10 กระแสโซเชียลมาแรงเดือนพฤษภาคม
1. รถไฟชนรถเมล์ จุดชนวนสังคมถามหาความปลอดภัย ณ จุดตัดมักกะสัน
อุบัติเหตุขบวนรถไฟขนสินค้าชนเข้ากับรถโดยสารประจำทาง บริเวณจุดตัดทางรถไฟใต้สถานีแอร์พอร์ตเรลลิงก์มักกะสัน ได้กลายเป็นประเด็นหารือบนโลกออนไลน์อย่างรวดเร็ว สร้างยอดการมีส่วนร่วม (Engagement) พุ่งสูงถึง 293 ล้านครั้ง จาก 7,327 โพสต์ โดยเฉพาะบน TikTok ที่ผู้ใช้งานจำนวนมากแชร์คลิปวีดีโอพร้อมรายงานว่า บริเวณจุดตัดดังกล่าวมักมียานพาหนะติดสะสมอยู่บนทางรถไฟ เนื่องจากการจราจรที่ติดขัดอย่างหนักโดยเฉพาะในช่วงเวลาเร่งด่วน ซึ่งกลายเป็นปัญหาสะสมที่ถูกมองข้าม
ชาวเน็ตยังมองไปถึงการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการในระยะยาว ตั้งแต่การออกแบบผังเมืองที่เชื่อมต่อการเดินทางในหลายรูปแบบ ระบบสัญญาณไฟจราจรที่ต้องสัมพันธ์กับตารางเดินรถ วินัยการขับขี่ที่ปลอดภัย ไปจนถึงการประสานงานระหว่างหน่วยงาน ซึ่งสะท้อนความต้องการของสังคมที่อยากเห็นการยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยสาธารณะเชิงรุก แทนการแก้ปัญหาเป็นจุด ๆ หลังเกิดเหตุ
2. โครงการไทยช่วยไทยพลัส ปลุกบทสนทนาโซเชียลคึกคัก
หลังจากรัฐบาลเปิดตัวโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจ “ไทยช่วยไทยพลัส” เมื่อกลางเดือน พ.ค. ชาวเน็ตเกิดการตื่นตัวและหลั่งไหลเข้ามาค้นหาข้อมูลอย่างรวดเร็วในทุกแพลตฟอร์มออนไลน์ตลอดทั้งเดือน สร้างยอด Engagement กว่า 82.2 ล้านครั้ง จาก 5,409 โพสต์ เพื่อทำความเข้าใจรายละเอียดโครงการและเงื่อนไขการรับสิทธิ์ รวมถึงวิธีการลงทะเบียน ซึ่งคอนเทนต์ในลักษณะให้ข้อมูลได้รับความสนใจอย่างล้นหลาม เนื่องจากช่วยตอบข้อสงสัยและเตรียมความพร้อมในการเข้ารับสิทธิ์อย่างทั่วถึง
แม้โครงการไทยช่วยไทยพลัสจะปลุกโลกออนไลน์ให้แลกเปลี่ยนบทสนทนากันอย่างคึกคัก ทว่าก็ยังมีผู้ใช้งานอีกส่วนตั้งข้อสังเกตถึงความคุ้มค่าและผลลัพธ์กระตุ้นเศรษฐกิจในระยะยาว ซึ่งเป็นอีกประเด็นที่สังคมให้ความสำคัญ โดยเฉพาะในยุคดิจิทัลที่โซเชียลมีเดียเป็นอีกหนึ่งเครื่องมือที่ประชาชนสามารถใช้เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพและการดำเนินงานของรัฐบาลได้
3. #ทรายสก๊อต ทลายกำแพงความเงียบ สู่การตระหนักรู้ปัญหาความรุนแรงในครอบครัว
การเปิดใจผ่าน Facebook ของ “ทราย สก๊อต” (สิรณัฐ สก๊อต) เกี่ยวกับปัญหาความรุนแรงและข้อพิพาทภายในครอบครัว กลายเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้สังคมตระหนักถึงปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ที่มักถูกมองเป็น “เรื่องภายใน” ที่ไม่ควรแทรกแซง ซึ่งผู้ใช้โซเชียลมีเดียส่วนใหญ่ต่างเข้ามาแสดงความเห็นอกเห็นใจ พร้อมส่งกำลังใจให้กับผู้เผชิญเหตุอย่างล้นหลาม โดยเฉพาะอย่างยิ่งบนแพลตฟอร์ม X ผ่านการติดแฮชแท็ก #ทรายสก๊อต จนกลายเป็นประเด็นระดับสากลที่ชาวต่างชาติให้ความสนใจ และสร้างยอด Engagement สูงถึง 182.2 ล้านครั้ง และเกิดการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกว่า 3,611 โพสต์
ในอีกด้านหนึ่ง เนื่องจากประเด็นดังกล่าวมีความเปราะบางและส่งผลกระทบต่อจิตใจของผู้เกี่ยวข้อง สังคมจึงเริ่มตั้งคำถามถึงเส้นแบ่งที่เหมาะสมในการนำเสนอข่าว เพื่อไม่ให้เป็นการตอกย้ำบาดแผลของผู้เสียหาย พร้อมเสนอว่าสื่อควรมุ่งเน้นไปที่การนำเสนอเพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนเชิงสังคมมากกว่าแค่เพื่อความบันเทิง
4. ไทย-กัมพูชา ร้อนต่อเนื่อง หนึ่งเดือนหลายเหตุการณ์
ประเด็นไทย-กัมพูชา ยังเป็นหนึ่งในกระแสที่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องบนโซเชียลมีเดียตลอดเดือนพฤษภาคม สร้าง Engagement รวมกว่า 144.9 ล้านครั้ง จาก 7,493 โพสต์ โดยมีจุดเริ่มจากหลายเหตุการณ์สำคัญ ทั้งกรณีเหตุปะทะชายแดนบริเวณช่องจอม-โอร์เสม็ด สู่การยกเลิก MOU44 การสร้างรั้วชายแดนในพื้นที่จันทบุรี และการกวาดล้างแก๊งคอลเซ็นเตอร์บริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา
ความเคลื่อนไหวเหล่านี้กลายเป็นมหากาพย์ข่าวต่อเนื่องที่ได้รับความสนใจ ทำให้การสนทนาบนโซเชียลขยายวงจากการติดตามข่าวรายวัน ไปสู่การพูดคุยเรื่องอธิปไตย เขตแดน และท่าทีของรัฐบาลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศ ขณะที่ผู้ใช้งานจำนวนมากติดตามสถานการณ์อย่างต่อเนื่องผ่าน YouTube และ TikTok จนประเด็นชายแดนกลายเป็นวาระสาธารณะที่ได้รับความสนใจตลอดทั้งเดือน
5. ภารกิจกู้ภัย ชาวลาวติดถ้ำ ความหวังร่วมกันของโลกออนไลน์
เหตุการณ์คนงานชาวลาว 7 คนติดอยู่ในถ้ำเหมืองทอง สปป.ลาว หลังฝนตกหนักจนเกิดน้ำป่าไหลหลากปิดทางเข้าออกถ้ำ ซึ่งประเทศไทยได้ส่งทีมกู้ภัยและผู้เชี่ยวชาญไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน ทว่าด้วยลักษณะของถ้ำที่ซับซ้อนทำให้ภารกิจยืดเยื้อนานเกือบ 10 วัน ซึ่งคนบนโลกออนไลน์ต่างช่วยลุ้นและส่งกำลังใจให้ตลอดภารกิจ สร้างยอด Engagement รวมกว่า 99 ล้านครั้ง
ประเด็นนี้ได้รับความสนใจ เพราะมีภาพและคลิประหว่างปฏิบัติภารกิจอัปเดตอย่างต่อเนื่อง ทำให้คนติดตามความคืบหน้าไปพร้อมกัน ขณะเดียวกัน หลายคนยังนึกถึงเหตุการณ์ 13 ชีวิตทีมหมูป่าติดถ้ำหลวงในอดีต จึงยิ่งทำให้คนรู้สึกอินและติดตามเรื่องนี้ และช่วงที่มีการช่วยเหลือผู้ประสบภัยออกมาได้ กลายเป็นช่วงที่ได้รับความสนใจและกำลังใจจากผู้คนมากที่สุด โดยคลิปที่มียอดเข้าชม (View) สูงที่สุดถึง 17.1 ล้านครั้งคือคลิปจาก @komchadluekofficial “เสียงเฮลั่นป่า ช่วยผู้ประสบภัยออกจากถ้ำ” ซึ่งสะท้อนว่าคนบนโซเชียลพร้อมติดตามเรื่องราวตั้งแต่ต้นจนจบ และมีส่วนร่วมกับเหตุการณ์จริงในแต่ละช่วงของสถานการณ์
6. ไวรัสฮันตา ทำโซเชียลหวั่นซ้ำรอยโควิด
เมื่อต้นเดือน ชื่อของ “ไวรัสฮันตา” เริ่มเป็นกระแสบนโซเชียลมากขึ้น หลังองค์การอนามัยโลก (WHO) รายงานการระบาดของไวรัสฮันตาบนเรือสำราญกลางมหาสมุทรแอตแลนติก โดยมีผู้ติดเชื้อหลายรายและมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 3 ราย ซึ่งกระแสไวรัสฮันตาได้รับความสนใจอย่างรวดเร็ว และสร้าง Engagement กว่า 48.6 ล้านครั้ง จาก 1,253 โพสต์ โดยประเด็นที่ได้รับความนิยมสูงสุดคือความรุนแรงของโรคและคำแนะนำในการป้องกัน ตามมาคือความเสี่ยงต่อคนไทย
กระแสไวรัสฮันตาสะท้อนว่า คนบนโซเชียลให้ความสำคัญกับข่าวสุขภาพมากขึ้น โดยเฉพาะโรคติดต่อที่อาจกระทบกับชีวิตประจำวัน ประกอบกับประสบการณ์จากการแพร่ระบาดของโควิด-19 ที่ผ่านมา ส่งผลให้ผู้คนตื่นตัวต่อข่าวโรคระบาดมากขึ้น เพื่อทำความเข้าใจสถานการณ์และเตรียมรับมือกับความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
7. ปลากระป๋องไม่ตรงปก วิกตฤศรัทธาอาหารฉุกเฉิน
ประเด็นปลากระป๋องไม่ตรงปกกลายเป็นกระแสร้อนบนโซเชียล สร้าง Engagement กว่า 43.7 ล้านครั้ง จาก 890 โพสต์ หลังผู้บริโภคตั้งข้อสังเกตว่าโรงงานอาจใช้ “ปลานิล” หรือสงสัยว่าใช้ “ปลาหมอคางดำ” สวมรอยแทนปลาแมคเคอเรลที่ระบุไว้บนฉลาก ทำให้เกิดความกังวลเรื่องมาตรฐานการผลิตอาหาร ความชัดเจนของข้อมูลบนฉลาก และความโปร่งใสของแบรนด์ โดยบทสนทนาถูกยกระดับจากเรื่องคุณภาพสินค้า ไปสู่การตั้งคำถามเรื่องความรับผิดชอบของผู้ผลิตและการคุ้มครองผู้บริโภค
แม้ภายหลังกรมประมงจะตรวจพิสูจน์ทางวิทยาศาสตร์และยืนยันว่าปลาดังกล่าวเป็น “ปลานิล” ไม่ใช่ “ปลาหมอคางดำ” ตามที่ลือกันบนโซเชียล แต่กระแสในช่วงแรกได้เชื่อมโยงประเด็นนี้เข้ากับ “ปลาหมอคางดำ” ซึ่งเดิมเป็นปัญหาสิ่งแวดล้อมที่หลายคนอาจมองว่าไกลตัว แต่เมื่อถูกนำมาเกี่ยวข้องกับอาหารในชีวิตประจำวัน ผู้บริโภคจึงรับรู้ผลกระทบได้ชัดเจนขึ้น ส่งผลให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม นโยบาย และระบบนิเวศ กลายเป็นเรื่องใกล้ตัวและได้รับความสนใจในวงกว้างอย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ แม้ผลตรวจจะไม่ใช่ปลาหมอคางดำ แต่การใช้ปลาชนิดอื่นแทนปลาแมคเคอเรลที่ระบุไว้บนฉลากก็เข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.อาหาร และพ.ร.บ.คุ้มครองผู้บริโภค
8. กรมควบคุมโรค ส่องไลฟ์สด พลิกวิกฤตดราม่าสู่การรณรงค์สุดครีเอทีฟ
เกิดเสียงฮือฮาบนโลกออนไลน์หลังมีผู้ใช้งานโซเชียลมีเดียตาดีพบว่า บัญชี Facebook ทางการของ “กรมควบคุมโรค” ได้เข้าร่วมรับชมการถ่ายทอดสดที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสม ก่อนที่ทางกรมฯ จะออกมาชี้แจงว่าเป็นการเข้าตรวจสอบข้อมูลตามที่ได้รับแจ้งเบาะแสจากประชาชน และได้ประสานให้ตำรวจไซเบอร์ให้ดำเนินการต่อเป็นที่เรียบร้อย
จุดเปลี่ยนที่ทำให้กระแสความสนใจของสังคมพลิกกลับมาในทิศทางบวกอย่างล้นหลาม คือความมีไหวพริบของเจ้าหน้าที่ ที่ได้ทิ้งข้อความสื่อสารรณรงค์เชิงสร้างสรรค์ พร้อมแนบลิงก์ให้ความรู้เรื่องการป้องกันโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ไว้ใต้ไลฟ์สดดังกล่าว จนชาวเน็ตหลายคนชื่นชมว่าเป็นการเปลี่ยนวิกฤตให้เป็นพื้นที่รณรงค์ที่เข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้อย่างดีเยี่ยม
9. วลีเด็ดจากรั้วกระทรวง “มึงรู้จักกูน้อยไป”
เป็นประเด็นการเมืองที่ถูกพูดถึงมากบนโซเชียล เมื่อนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ตอบคำถามผู้สื่อข่าวเกี่ยวกับผลสำรวจความโปร่งใสของหน่วยงานในสังกัดอย่างกรมควบคุมมลพิษ โดยระหว่างการซักถามได้มีการใช้ถ้อยคำระบุว่า “มึงรู้จักกูน้อยไป” ซึ่งภาพและคลิปวิดีโอจากการให้สัมภาษณ์ดังกล่าวได้ถูกส่งต่อและเผยแพร่ในวงกว้าง โดยเฉพาะบนแพลตฟอร์ม TikTok
แม้ต่อมา นายสุชาติได้ออกมาขอโทษผู้สื่อข่าวอย่างเป็นทางการแล้วก็ตาม ทว่าทิศทางของบทสนทนาบนโลกออนไลน์ไม่ได้หยุดอยู่เพียงแค่ตัวบุคคล แต่ได้ขยายไปสู่การตรวจสอบการทำงานของภาคราชการ โดยเฉพาะความโปร่งใส ซึ่งสังคมดิจิทัลเริ่มให้ความสำคัญกับท่าทีของผู้มีอำนาจทางการเมืองในการตอบคำถามต่อสาธารณะ ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและคะแนนนิยม
10. รถอีวีไฟไหม้ เขย่าความเชื่อมั่นยานยนต์ไฟฟ้า
อีกหนึ่งประเด็นใกล้ตัวเมื่อโลกขยับเข้าสู่สังคมสีเขียว และเราได้เห็นรถยนต์ไฟฟ้าวิ่งตามท้องถนนเพิ่มขึ้นทุกปี ทว่าคำถามเรื่องความพร้อมในการเปลี่ยนผ่านกลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง เมื่อเกิดเหตุไฟไหม้รถยนต์ไฟฟ้ายี่ห้อดังขณะชาร์จไฟอยู่ที่บ้านของผู้บริโภคซึ่งไม่ใช่ครั้งแรก เพราะก่อนหน้านี้รุ่นเดียวกันเคยเกิดเหตุไฟไหม้ขณะจอดอยู่ที่พักอาศัยมาแล้ว จนกลายเป็นประเด็นที่ผู้คนสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มผู้ใช้รถยนต์ไฟฟ้าบน Facebook เนื่องจากกระทบโดยตรงต่อความเชื่อมั่นในมาตรฐานความปลอดภัย
เหตุการณ์ดังกล่าวดึงให้หน่วยงานภาครัฐ ทั้งสำนักงานคณะกรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (สคบ.) และกรมการขนส่ง เข้ามามีบทบาทในการจัดการ โดยสั่งระงับการจดทะเบียนรถรุ่นดังกล่าว ขณะที่บริษัทระงับการจำหน่ายรถรุ่นที่เกิดเหตุเป็นการชั่วคราว รวมถึงเรียกคืนรถที่ได้รับผลกระทบ
อย่างไรก็ตาม โลกออนไลน์อีกด้านหนึ่งก็ได้มีการนำเสนอวิธีสังเกตความผิดปกติ และแนวทางการเอาตัวรอดหากเผชิญเหตุไฟไหม้ ซึ่งช่วยให้สังคมเกิดความตระหนักรู้และไม่ตื่นตระหนกจนเกินไป
ดราม่าคอนเทนต์จัดฉาก เรียนรู้เรื่อง Media Literacy ในยุคคอนเทนต์ไวรัล
อีกหนึ่งกระแสที่โซเชียลให้ความสนใจในเดือนนี้ คือ “ดราม่าคอนเทนต์จัดฉาก” ของอินฟลูเอนเซอร์บนแพลตฟอร์ม TikTok ที่ทำคอนเทนต์แนวคนธรรมดาสู้ชีวิตจนมีผู้ติดตามนับแสนคน ทว่าต่อมากลับมีการเปิดเผยว่าเบื้องหลังคลิปวีดีโอเหล่านั้นมีการวางบทและแต่งเติมรายละเอียดเพิ่มจากความจริง ทำให้ชาวเน็ตรู้สึกผิดหวังและเกิดเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์บนโลกออนไลน์ สร้าง Engagement กว่า 29.4 ล้านครั้ง
นับเป็นกรณีศึกษาที่น่าสนใจ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในสังคมดิจิทัลที่แทบทุกคนใช้โซเชียลมีเดียในการติดตามข้อมูลข่าวสาร การรู้เท่าทันสื่อ (Media Literacy) จึงไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่การคัดกรองข่าวปลอมเท่านั้น แต่ยังรวมถึงความสามารถในการคิดวิเคราะห์และตั้งคำถามต่อความสมจริงของเนื้อหาทุกประเภทที่แสดงอยู่บนโลกออนไลน์ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและไม่ตกเป็นเหยื่อของการตลาดที่มุ่งเน้นการดักจับอารมณ์ความรู้สึกของผู้บริโภคจนเกินพอดี
บทความที่เกี่ยวข้อง
สรุปภาพรวมของกระแสโซเชียลในเดือนพฤษภาคม 2569
ภาพรวมกระแสโซเชียลมีเดียเดือนพฤษภาคม 2569 สะท้อนว่า คนไทยกลับมาให้ความสนใจกับเรื่องใกล้ตัวและปัญหาปากท้องที่กระทบชีวิตประจำวันมากขึ้น ขณะเดียวกัน พื้นที่ออนไลน์ก็มีบทบาทมากกว่าแค่การแสดงความคิดเห็น แต่กลายเป็นพื้นที่ร่วมกันชี้ปัญหา และเสนอทางแก้ไข
ความเป็นไวรัลในเดือนนี้จึงไม่ได้เกิดจากดราม่าหรือความบันเทิงเพียงอย่างเดียว แต่เกิดจากคอนเทนต์ที่ช่วยให้สังคมมองเห็นปัญหา ถอดบทเรียน และตั้งคำถามต่อสิ่งที่ควรปรับปรุงร่วมกัน ซึ่งสะท้อนว่าเสียงบนโลกออนไลน์ยังมีพลังในการผลักดันสังคมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นรูปธรรม




